จากต้นปี JMART ร่วงกว่า 60% โบรกฯ เสียงแตกแนะ ถือ - เก็งกำไร มองผลงานได้ผ่านจุดร้ายสุดไปแล้ว
หากพูดกลุ่มบริษัทที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวได้อย่างรุนแรง หรือกราฟราคาหุ้นแทบจะหักหัวลง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็มีจะกลุ่มเจมาร์ทอยู่ในลิสต์ของนักลงทุนหลายคน ด้วยแต่กระแสข่าวเชิงลบว่าจะเป็นปัจจัยต่างๆและผลการดำเนินงานที่ออกมาต่ำคาดจึงได้สร้างความกังวลและความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนไม่น้อย
ล่าสุดบริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ที่เป็นบริษัทแม่เอง ก็ได้ประกาศผลงานในไตรมาส 2/66 เป็นขาดทุนอยู่ที่ 611 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 66 ก็ขาดทุนถึง 906 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นกลับไม่ได้สะท้อนข่าวลบมากนัก แต่มีการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น
โดยนายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือJMART แจงว่าผลงานไตรมาส 2/66 เป็นจุดต่ำสุดของปี และคาดว่าผลงานจะพลิกกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ โดยยังคงมีปัจจัยบวกต่อผลประกอบการ เช่นการเติบโตของธุรกิจติดตามหนี้ด้อยคุณภาพ เจเอ็มที ซึ่งเพิ่งได้พอร์ตสินเชื่อหนี้ด้อยคุณภาพแบบไม่มีหลักประกันขนาดใหญ่เข้ามาในไตรมาส 2/2566 ที่ผ่านมา
รวมทั้งการเปิดศูนย์การค้าแห่งใหม่ Jas Green Village บางบัวทอง ของบริษัทย่อย เจเอเอส แอสเซ็ท ในเดือนกันยายน 2566 นี้ พร้อมกับ การเข้าสู่ High Season ของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกจัดจำหน่ายมือถือที่จะมี มือถือรุ่นใหม่ออกมาจำหน่าย พร้อมกับการ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน “New Ecosystem” เพื่อต่อจิ๊กซอว์สร้างการเติบโตจาก Synergy ภายในกลุ่มบริษัท
อย่างไรก็ตาม Wealthy Thai ได้สำรวจข้อมูลความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น JMART ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน(ณ วันที่ 10 ส.ค. 66) ก็ได้พบว่ามีการปรับตัวลดลงถึง 60.25% หรือลงมาอยู่ที่ระดับ 16.20 บาท ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงติดอันดับต้นๆในกลุ่ม SET 100 แต่การปรับตัวลงดังกล่าวจะเป็นโอกาสให้ลงทุนได้หรือไม่นั้น ทางเราจะพาไปหาคำตอบกัน
บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ถือ” แต่ด้วยแนวโน้มที่ยังเจอกับความท้าทาย จากผลการดำเนินงานของ SINGER ที่ใช้เวลานานกว่าคาดในการฟื้นตัว และผลขาดทุน 905 ล้านบาทในงวดครึ่งปีแรกปี 66 จึงมองว่าประมาณการกำไร ราคาเป้าหมาย และคำแนะนำของ JMART ยังมีดาวน์ไซต์อีก
ทั้งนี้ JMART ขาดทุนหนักกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยในไตรมาส 2/66 ขาดทุนอยู่ที่ 611 ล้านบาท ซึ่งแย่กว่าประมาณการที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 100 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้ผลขาดทุนอย่างหนักจาก SINGER ถึง 618 ล้านบาทและผลขาดทุน FVTPL จากการบันทึกมูลค่าการลงทุนแบบ MTM
ขณะที่บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายที่ 22 บาท โดยสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ให้หาจังหวะเก็งกำไรหลังผ่านงบ ซึ่งหากอิงสถานการณ์ที่คล้ายกันปี 2561-2562 ที่ JMART ขาดทุน (ผลส่วนหนึ่งจาก SINGER) และฟื้นตัวกลับมาได้ในปี 2562
ทั้งนี้ ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานได้ผ่านจุดร้ายสุดไปแล้วในครึ่งปีแรกปี 2566 และจะฟื้นกลับมากำไรได้ในช่วงที่เหลือหลัง SINGER หลังจากได้ตั้งสำรองไปมากแล้ว ซึ่งจะคลายความกดดันลงไปได้มาก
