เปิดคาดการณ์ “เงินปันผลระหว่างกาล” 5 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทย
หลังการประกาศงบการเงินไตรมาส 2/66 ก็จะเข้าสู่ช่วงจ่ายปันผล ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ บริษัทจดทะเบียนจะทยอยแจ้งปันผลระหว่างกาลออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นกลุ่มธนาคารก็เช่นกัน ซึ่งมักได้รับความสนใจและจับตามองจากนักลงทุนเสมอ เพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูง
ดังนั้น Wealthy Thai จึงมีคาดการณ์เงินปันผลระหว่างกาลของ 5 หุ้นกลุ่มธนาคาร ได้แก่ SCB, KBANK, BBL, TTB และ KKB มาฝากนักลงทุน
สำหรับ SCB หรือ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ระดับ 1.60 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield ที่ 1.4% ด้านราคาหุ้นวันที่ 9 ส.ค. 66 อยู่ที่ 112.50 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.14% จากต้นปี
ฝ่ายวิเคราะห์มองว่า SCB เป็นธนาคารที่มีความโดดเด่นในเรื่องของผลดำเนินงาน หลังล่าสุดมี ROE กลับมาที่ระดับ 10% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี และมีแนวโน้มเร่งขึ้นต่อตามสัดส่วนการเติบโตของธุรกิจใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูง ส่วน Credit Cost ที่เพิ่มขึ้นมองว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside จากมูลค่าพื้นฐานใหม่ที่ 140 บาท จึงคงคำแนะนำ ซื้อ และให้เป็น Top Pick กลุ่มธนาคาร
ส่วน KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ฝ่ายวิเคราะห์ค่ายดังกล่าว คาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ระดับ 0.50 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield ที่ 0.4% ด้านราคาหุ้นวันที่ 9 ส.ค. 66 อยู่ที่ 127 บาท ปรับตัวลดลง 13.90% จากต้นปี
โดยช่วงสั้นอาจมีแรงขายจากความกังวลต่อแนวโน้มการตั้งสำรองที่นานกว่าคาด ซึ่งบริษัทคาดว่าการตั้งสำรองในปี 2567 แม้มีทิศทางลดลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งต้องรอถึงปี 2568 การตั้งสำรองถึงจะลดลงสู่ระดับปกติ (Credit Cost ที่ 1.4-1.6%) ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่ Underperform กลุ่มในช่วงที่ผ่านมาได้ตอบสนองเชิงลบต่อประเด็นดังกล่าวไปมากพอสมควรแล้ว ปัจจุบัน Valuation น่าสนใจ จึงคงคำแนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐานที่ 167 บาท
ด้าน BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฝ่ายวิเคราะห์ค่ายดังกล่าว คาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ระดับ 1.90 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield ที่ 1.1% ด้านราคาหุ้นวันที่ 9 ส.ค. 66 อยู่ที่ 173 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.89% จากต้นปี
ทั้งนี้ แนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยบวกจากส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่เติบโตต่อ และแนวโน้มการตั้งสำรองที่คาดจะปรับลดลง หลังปัจจุบันได้ตั้งสำรองไว้มากแล้ว จนมี Coverage Ratio สูงถึง 287% มากที่สุดในอุตสาหกรรม ขณะที่ NPL ลดลง ส่วนแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแรง ฝ่ายวิเคราะห์จึงคงคำแนะนำ ซื้อ มูลค่าพื้นฐานที่ 190 บาท
ขณะที่ TTB หรือ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ฝ่ายวิเคราะห์ค่ายเดียวกัน คาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ระดับ 0.02 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield ที่ 1.2% ด้านราคาหุ้นวันที่ 9 ส.ค. 66 อยู่ที่ 1.71 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 21.28% จากต้นปี
แม้ช่วงสั้นจะมีประเด็นบวกจากผลดำเนินงานไตรมาส 2/66 ที่ออกมาดีกว่าคาด แต่ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นได้ตอบรับเชิงบวกไปมากแล้ว จนปัจจุบันไม่มี Upside เหลือ จากมูลค่าพื้นฐานที่ 1.56 บาท อีกทั้งมองว่าแนวโน้มกำไรในช่วงที่เหลือของปี 2566 จะเริ่มชะลอลง เพราะไม่มีรายได้เงินปันผลเข้ามาช่วย และไตรมาส 4/66 เป็น Low Season จึงคงคำนะนำเพียง เก็งกำไร
และสุดท้าย KKP หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ฝ่ายวิเคราะห์ค่ายดังกล่าวเช่นกัน คาดการณ์ว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ระดับ 1 บาท หรือคิดเป็น Dividend Yield ที่ 1.8% ด้านราคาหุ้นวันที่ 9 ส.ค. 66 อยู่ที่ 56.25 บาท ปรับตัวลดลง 23.73% จากต้นปี
โดยฝ่ายวิเคราะห์มองราคาหุ้น KKP ปรับลงมาแรงเกินไป หลังผลดำเนินงานไตรมาส 2/66 ต่ำกว่าคาด แต่มองว่าไตรมาส 2/66 เป็นจุดต่ำสุดของปี 2566 และกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3/66 หนุนจากการตั้งสำรองที่ผ่อนคลายลงและคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมที่ค่อยๆ มีพัฒนาการดีขึ้น โดยราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside จากมูลค่าพื้นฐานที่ 77.50 บาท จึงคงคำแนะนำ ซื้อ

