GUNKUL จากธุรกิจโรงไฟฟ้า กำลังจะเป็นเจ้าของไร่กัญชง
GUNKUL จากธุรกิจพลังงานทดแทน รวมทั้งธุรกิจงานรับเหมาและวางระบบทางด้านวิศวกรรม ที่ยังสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในกับธุรกิจ แต่ GUNKUL เองก็ไม่หยุดที่จะพัฒนาตนเอง โดยก่อนหน้านี้ได้ปรับทัพองค์กรครั้งใหญ่ แต่งตั้งทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อดูแลบริหารงานเชิงกลยุทธ์และด้านปฏิบัติการของธุรกิจต่างๆ เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจแต่ละด้าน 4 ธุรกิจหลัก
ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจพลังงานทั้งในและต่างประเทศ ,ธุรกิจพาณิชย์ ธุรกิจรีเทล ธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ดิจิทัลโซลูชั่นส์ และธุรกิจการบริหารจัดการด้านพลังงาน สําหรับ Smart Community และ Smart City ,ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระบบสายส่ง สถานีไฟฟ้าแรงสูง ก่อสร้างสถานีไฟฟ้า และ ระบบไฟฟ้าใต้ดิน ระบบไฟฟ้าเหนือดิน และธุรกิจด้านผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า แรงดันกลาง และแรงดันสูง เพื่อรองรับการขยายตัวของผู้ใช้ไฟและการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ทั้งนี้ธุรกิจที่น่าจับตาของ GUNKUL ที่ถือว่ากำลังเป็นกระแสนิยมอย่างมากในปัจจุบัน อย่าง “กัญชง” ที่ออกมาประกาศอย่างชัดเจนในทำนอง “ขอแจมด้วย” ซึ่งการขยายไปสู่ธุรกิจดังกล่าว ถือเป็นการแตกไลน์ธุรกิจเดิมอย่างมาก ซึ่งธุรกิจนี้มีความคืบหน้าอย่างไร ทีมข่าว Wealthy Thai ได้มีโอกาสพูดคุยกับ CEO อย่างดร.สมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL
โดยดร.สมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย เปิดเผยว่า ประเด็นการขยายลงทุนไปสู่ธุรกิจกัญชงนั้น โดยความคืบหน้าการสร้างโรงงานสกัดกัญชง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดกัญชงในการนำไปจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการรอใบอนุญาต
ทั้งนี้ในการเพาะปลูกกัญชงจะเริ่มที่เฟสแรก 150 ไร่ อย่างไรก็ตามบริษัทมีที่ดินพร้อมพัฒนากว่า 2,111 ไร่ นอกจากนี้บริษัทได้มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการคัดเลือกและนำเข้าเมล็ดพันธุ์เข้ามาปลูก อย่างไรก็ตามจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อดำเนินธุรกิจดังกล่าวต่อไป โดยคาดเห็นความชัดเจนประมาณสัปดาห์หน้า เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มปลูกกัญชงประมาณเดือน ก.ค.นี้
ขณะที่ภาพรวมของบริษัทวางเป้าหมาย 5 ปีนับจากนี้ จะมีรายได้รวมที่ระดับ 20,000 ล้านบาท ตามการขยายธุรกิจต่างๆ ทั้ง ธุรกิจงานรับเหมาและวางระบบทางด้านวิศวกรรม (EPC) และโรงไฟฟ้า เป็นต้น โดย EPC ปัจจุบันมีงานในมือ 8,000 ล้านบาท คาดรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 3-4 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในปีถัดไป
นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานใหม่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท คาดหวัง 10% ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ EPC ไม่ต่ำกว่า 20% ของรายได้รวม โดยปีนี้วางรายได้ในธุรกิจ EPC ประมาณ 4,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีแผนนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอไอ อีกด้วย เบื้องต้นคาดแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน หรือ FA ประมาณไตรมาส 3/64 นี้
ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้า บริษัทมีการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วกว่า 600 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าพลังงานลมราว 170 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก 530 เมกะวัตต์เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
กัญชงเพิ่มอัพไซด์ 1.28 บาท/หุ้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเป็นบวกต่อธุรกิจใหม่ของบริษัทจากข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการศึกษาธุรกิจดังกล่าวมาเป็นอย่างดี นอกจากนี้การขาย Premium CBD ยังทำให้บริษัทมีแนวโน้มทำกำไรได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ตลาดประเมินที่ราว 1.0 ล้านบาท/ไร่ เบื้องต้นเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 64/65 โดยยังไม่รวมธุรกิจกัญชงเข้าไป จนกว่าจะมีความคืบหน้ามากกกว่านี้
เฟสแรกเตรียมปลูกกัญชงเกรด premium บริษัทตั้งเป้าในเฟสแรกให้สามารถผลิต CBD ให้ได้ราว 12 ตัน/ปี ซึ่งต้องใช้พื้นที่ราว 200 ไร่ โดยมีอัตราการเพาะปลูกราว 3 รอบต่อปี ประเมินเงินลงทุนอยู่ที่ราว 1.9 พันล้านบาท บนพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม (จังหวัดนครราชสีมา) ซึ่งมีการตรวจความพร้อมของดิน น้ำ อากาศ เบื้องต้นจะปลูก 2 ระบบคือระบบปิดและระบบกึ่งปิด โดยจะปลูกกัญชงที่ให้สาร CBD 18% เป็น premium grade
ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องเพื่อทำธุรกิจต้นน้ำ-กลางน้ำ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตการปลูกและเตรียมยื่นขอจัดตั้งโรงงานคาดแล้วเสร็จในไตรมาส 3/64 เพื่อปลูกและจำหน่ายก่อน จากนั้นจึงยื่นขอใบอนุญาตทำโรงงานสกัดควบคู่กันไปคาดจะเริ่มสกัดได้ทันปลายปี 64โดยตอนนี้ผู้บริหารแจ้งว่าได้มีการเจรจาเพื่อหาตลาด/ลูกค้ารองรับสินค้ามาซักระยะแล้ว คาดสามารถเซ็น MOU และแจ้งรายชื่อ partners ได้เร็วๆนี้
หากสำเร็จและภาวะตลาดยังเอื้อ พร้อมขยายสู่เฟสต่อไป หากธุรกิจกัญชงเฟสแรกสำเร็จมีแผนขยายในเฟสต่อไปบนพื้นที่ที่มีความพร้อมกว่า 3 พันไร่ (เป็นที่ดินมีโฉนดสามารถพัฒนาโครงการได้) อย่างไรก็ตามผู้บริหารรอประเมินสถานการณ์ demand supply หลังเฟสแรกก่อนพิจารณาเรื่องการขยายกำลังการผลิต
ประเมินมูลค่าเพิ่มต่อหุ้นของธุรกิจกัญชงที่ราว 1.28 บาท/หุ้น ยังมีความไม่แน่นอนสำหรับอุตสาหกรรมกัญชงโดยเฉพาะประเด็นเรื่องราคาขายในระยะยาว ทั้งนี้ธุรกิจสกัดสาร CBD เบื้องต้นตลาดประเมินกำไรต่อไร่ที่ราว 1.0 ล้านบาท ในขณะที่ของ GUNKUL มีแนวโน้มทำกำไรมากกว่าจากการขายสาร CBD premium อย่างไรก็ตามในระยะยาวหลังเปิดตลาดเสรีการทำกำไรในระดับ 1.0 ล้านบาท/ไร่ ยังเป็นเรื่องท้าทายจากแนวโน้ม supply ที่มากขึ้น
