นักวิเคราะห์ผสานเสียง “เศรษฐา” นั่งนายก หากเป็นไปตามคาด หนุนตลาดหุ้นพุ่ง 2% แนะจับตาหุ้นกลุ่ม “ทุนใหญ่” วิ่งแรง!
วันนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่การเมืองไทย ทั้งการโหวตเลือกนายกฯ รอบ 3 และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ได้บินกลับมายังประเทศไทย โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า วันนี้ประเทศไทยจะมีนายกคนที่ 30 แต่เรื่องของงบประมาณปี 67 อาจจะมีความล่าช้า
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า วันนี้ติดตามเปิดสภาฯ โหวตเลือกนายกฯ รอบที่ 3 ฝ่ายวิจัยคงมุมมองเดิม คาดโหวตผ่านในครั้งเดียว หลังจากที่วานนี้พรรคเพื่อไทยประกาศจับมือ 11 พรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล มีคะแนนเสียง ส.ส. รวม 314 เสียง เหลือเพียง 61 เสียงเท่านั้น หากโหวตผ่านตามคาดจะเป็นบวกต่อการลงทุนรวม โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic play อาทิ กลุ่มค้าปลีก, นิคม, รับเหมาฯ และหุ้นอิงการเมือง
หากโหวตผ่าน หุ้นวิ่ง 2%
เช่นเดียวกันกับมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การโหวตนายกฯคนที่30 เริ่มประชุมสภาฯ 10.00 น.ประธานให้อภิปรายก่อนลงมติ 5 ชม.คาดโหวตจบ 17.30 น. โดยประเมิน SET INDEX มีโอกาสแกว่ง Sideway up ขึ้นไปรอผลโหวตบริเวณ 1,530 -1,535 จุด ส่วนผลโหวตที่เกิดขึ้นจะกระทบ SET INDEX ในวันพรุ่งนี้ โดยมองความเป็นไปได้ 2 กรณี คือ
1.โหวตผ่านคาด SET INDEX ตอบรับเชิงบวก 1-2% จากความชัดเจนในการได้รัฐบาลและความคาดหวังเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย
2.โหวตไม่ผ่านคาด SET INDEX ปรับตัวลงทดสอบแนวรับเดิมบริเวณ 1,500 จุด ก่อนจะเริ่มทรงตัวเพื่อรอการโหวตครั้งถัดไปทั้งนี้ อย่างไรก็ตามให้น้ำหนักกรณี 1. มากกว่า 2.
ดังนั้นแนะนำให้ติดตามหุ้นที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย และภูมิใจไทยเช่น SC, PR9, SIRI รวมถึงหุ้นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กลุ่มธนาคาร และสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น TRUE, ADVANC, THCOM, GULF, GPSC, CPALL, CPAXT, BJC, CRC, KBANK, SCB ,SAWAD, OSP เป็นต้น
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีความเห็นว่า วันนี้คาดได้ตัวนายกฯ หนุนเศรษฐกิจโตตามนโยบายของพรรคแกนนำ โดยวานนี้พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่นๆ อีก 11 พรรคแถลงร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่มีพรรคก้าวไกลเข้าร่วมรัฐบาล
ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลได้มีการจัดสรรตำแหน่งในการบริหารประเทศไว้ ดังนี้
-
พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีว่าการ 8 กระทรวง และรัฐมนตรีช่วย-รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 9 ตำแหน่ง
-
พรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีว่าการ 4 กระทรวง และรัฐมนตรีช่วย 4 ตำแหน่ง
-
พรรคพลังประชารัฐ รัฐมนตรีว่าการ 2 กระทรวง และรัฐมนตรีช่วย 2 ตำแหน่ง
-
พรรครวมไทยสร้างชาติ รัฐมนตรีว่าการ 2 กระทรวง และรัฐมนตรีช่วย 2 ตำแหน่ง
-
พรรคชาติไทยพัฒนา รัฐมนตรีว่าการ 1 กระทรวง
-
พรรคประชาชาติ รัฐมนตรีว่าการ 1 กระทรวง
โดยได้มีมติร่วมกันเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ต่อรัฐสภา โดยจำนวนเสียงสนับสนุนล่าสุดมีอยู่ 314 เสียงซึ่งต้องหาเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกอีก 61 เสียง จึงจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้ อย่างไรก็ตามท่าทีของ สว.
ล่าสุดมีโอกาสสูงที่ทำให้การโหวตนายกรอบที่ 3 มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น กระบวนการหลังจากนั้น คือ แต่งตั้ง ครม. ชุดใหม่ช่วงปลายเดือน ส.ค.66
สำหรับประเด็นดังกล่าว หากเป็นผลสำเร็จจริง ก็จะช่วยลดความกังวลเรื่องสุญญากาศทาง การเมืองและงบประมาณประจำปี 2567 ไปได้ระดับหนึ่ง และน่าจะทำให้ SET Index ตอบสนองเชิงบวกได้
ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้แถลงว่าจะยึดนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนเป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ เช่น Digital Wallet, ที่ดินทำกิน, ขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 600 บาทภายในปี 2570, เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท, เกณฑ์ทหารโดยสมัครใจ, เพิ่มราคาพืชผลเกษตร, แก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้, กัญชาทางการแพทย์และสุขภาพ และจะแก้รัฐธรรมนูญ
ขณะที่กลุ่มหุ้นที่คาดว่าสามารถจะเก็งกำไรได้จากประเด็นดังกล่าว คือ หุ้น กลุ่มค้าปลีก เช่าซื้อ อสังหาฯ ท่องเที่ยว อาทิ CRC CPALL BJC TIDLOR MTC SAWAD LH SC SIRI PR9 CENTEL ERW MINT เป็นต้น
สรุป ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินการจัดตั้งรัฐบาลมีโอกาสราบรื่น และรู้ตัวนายกฯในวันนี้ หนุน SET Index ช่วงสั้นกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านแรกที่ระดับ 1545 จุด ขณะที่หลังจาก จัดตั้งรัฐบาลและได้ชุด ครม.เรียบร้อย คาดเห็นการผลักดันนโยบายของแต่ละพรรค เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไป
งบประมาณปี 67 อาจล่าช้า
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) มความเห็นว่า วันนี้ติดตามการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 22 ส.ค. นี้ คาดจะส่งผลให้ตลาดมีการรีบาวด์ได้บ้าง คาดจะมีแรงเก็งกำไรเข้ามาในหุ้นในกลุ่ม Domestic Play อาทิหุ้นในกลุ่มการเงิน (MTC, SAWAD, TIDLOR, AEONTS และ BAM) จากแนวโน้มในการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จและมีโอกาสออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง
อย่างไรก็ตามยังคงมุมมองความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีล่าช้าออกไปมาก คาดจะไม่ทันปีงบประมาณ’67 ในเดือน ต.ค. และส่งผลให้การออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนล่าช้าออกไปทำให้การออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในสิ้นปี’66 เป็นไปได้ยาก คาดจะกดดันทิศทางตลาดหุ้นไทยได้ต่อ
ปิดท้ายกันที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า ทางฝ่ายเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อพัฒนาการทางการเมืองไทย หลังวานนี้พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฯ รวม 314 เสียง ได้แถลงถึงความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล
โดยมีมติร่วมกันเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ พร้อมแสดงถึงความมั่นใจว่าจะสอบผ่าน รวมถึงมีการแบ่งโควต้ารมว.กับพรรคร่วมฯ และ บรรลุข้อตกลงร่วมกันจะนำนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้เป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ
ทั้งนี้เป็นการสะท้อนภาพการเมืองไทยที่มีความคืบหน้ามากขึ้นทั้งนี้ติดตามการโหวตนายกฯในวันนี้หากลุล่วงไปด้วยดีจะเป็นแรงหนุนต่อ SET Index หุ้นในกลุ่มจับจ่ายใช้สอยและหุ้นที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง รวมถึงเป็นแรงบดบังปัจจัยลบอย่างการปรับลดประมาณการ GDP ปี 66 ของ สภาพัฒน์
