ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท นโยบายเร่งด่วนพรรค “เพื่อไทย” หุ้นไหนจะได้รับผลประโยชน์?
การเมืองเดินหน้า นายเศรษฐา ทวีสิน ได้เป็นนายกฯ คนที่ 30 ของไทย ดังนั้นต้องจับตากันว่าหน้าตา ครม.เพื่อไทยจะว้าวแค่ไหน แต่อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์ว่า นโยบายแรกที่จะเกิดขึ้นอย่างเร็ว คือ ดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ดังนั้น Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจกันว่าหุ้นกลุ่มไหนบ้างจะได้รับผลบวก
โดยจากการสำรวจข้อมูลพบว่า นักวิเคราะห์บล.กรุงศรี ดิจิทัลวอลเล็ต จะเป็นนโยบายแรกที่จะถูกผลักดันเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก CPAXT, CPALL, GLOBAL, DOHOME ส่วนบล.ดาโอ (ประเทศไทย) มีการประเมินหุ้นที่ได้รับผลบวกจากมาตรการหลายส่วน แต่ในส่วนของดิจิทัลวอลเล็ต คาดว่า หุ้นกลุ่มค้าปลีก CPAXT, CPALL, CRC, HMPRO จะเป็นหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากนโยบายดังกล่าว รวมทั้งกลุ่มไฟแนนซ์ AEONTS, KTC, SAWAD, TIDLOR, MTC ก็เช่นกัน สินเชื่อจะกลับมาเร่งตัว และ NPL ทยอยลดลง จากมาตรการ Digital Wallet
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า ประเด็นนายเศรษฐา ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบจากรัฐสภา 482 คะแนน ไม่เห็นชอบ 165 คะแนน และงดออกเสียง 81 คะแนน ลำดับถัดไปประธานสภาฯ จะนำชื่อ นาย เศรษฐา ทวีสิน ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกฯ จากนั้น นายกฯ จะแต่งตั้งและประกาศรายชื่อ ครม. ต่อไป
โดย 5 นโยบายเด่นที่รัฐบาลใหม่เตรียมดำเนินการ คือ 1. ดิจิทัลวอลเล็ต (digital wallet 10,000 บาท), 2. ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทภายใน 4 ปี, 3. ปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท, 4. เพิ่มราคาพื้ชผลการเกษตร และ 5.กัญชาการแพทย์และสุขภาพ คาดดิจิทัลวอลเล็ตจะเป็นนโยบายแรกที่จะถูกผลักดันเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก (CPAXT, CPALL, GLOBAL, DOHOME)
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า เรามองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย จากความคืบหน้าทางการเมืองและความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในเร็วๆ นี้ โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการผลักดันนโยบายและขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการลงทุนและการบริโภค รวมถึงจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของการจับจ่ายใช้สอย, การลงทุนของเอกชนและต่างชาติมากขึ้น
สำหรับ Sector หรือหุ้นที่เป็นบวก และจะ Outperform SET
1.กลุ่มค้าปลีก (CPAXT, CPALL, CRC, HMPRO) กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากนโยบายกระเป๋าเงินดิจิตอล 10,000 บาท, ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าพลังงานลด และนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น, สินค้าวัสดุก่อสร้าง (DOHOME, GLOBAL) กำลังซื้อเพิ่มขึ้น ลดภาระหนี้เกษตรกร งานภาครัฐ เอกชนกลับมา
2.กลุ่มไฟแนนซ์ (AEONTS, KTC, SAWAD, TIDLOR, MTC) สินเชื่อจะกลับมาเร่งตัว และ NPL ทยอยลดลง จากมาตรการ Digital Wallet และการเพิ่มค่าแรงหนุนต่อกำลังซื้อสูงขึ้น
3.กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STEC, SEAFCO, PYLON) จากแนวโน้มโครงการลงทุนขนาดใหญ่มากขึ้น ขณะที่มาตรการทยอยปรับขึ้นค่าแรง มองว่าสามารถบริหารจัดการได้
4. กลุ่มสื่อ (ONEE, BEC, PLANB) คาดรัฐบาลจะออกนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาฟื้นตัว กลุ่ม FMCG ใช้งบโฆษณาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
5. กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, ERW, AAV, CENTEL) ได้ประโยชน์จากนโยบายดันไทยเป็น “Festival Hub of Asia” ซึ่งช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มขึ้น, AOT มีโอกาสขอปรับเพิ่ม PSC และ AAV รัฐบาลชุดใหม่จะพิจารณามาตรการช่วยเหลือสายการบิน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบิน
6.กลุ่มธนาคาร (BBL, SCB, KBANK) BBL ได้ประโยชน์จากสินเชื่อรายใหญ่กลับมาหลังจากจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ ส่วน SCB, KBANK ได้ประโยชน์จากสินเชื่อกลุ่มท่องเที่ยวและ SME ที่จะฟื้นตัวได้ดี
7.กลุ่มโรงพยาบาล (BH, BDMS) ได้อานิสงส์จากการทำให้ไทยเป็น wellness destination ทำให้คนต่างชาติเข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น
8.กลุ่มขนส่งภาคพื้นดิน (BEM, BTS) ได้ประโยชน์จากมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาท ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐจะมี subsidy ซึ่งจะช่วยเพิ่ม ridership
9.กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (NEX, EA) จะได้ประโยชน์จากนโยบายเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถไฟฟ้า
10.กลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง (CBG, OSP) คาดความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในกลุ่ม blue collar จากกิจกรรมรับเหมาที่เพิ่มขึ้น
ส่วน Sector/หุ้นที่เป็นลบและยัง underperform SET
1.กลุ่มไฟฟ้า (GPSC, BGRIM, GULF) หากการปรับลดค่าไฟมีมากกว่าต้นทุนพลังงานที่ลดลงจะกระทบอัตราการทำกำไร 2. กลุ่มสถานีบริการน้ำมัน (PTG, OR) การลดราคาน้ำมันมีความเสี่ยงที่จะกระทบค่าการตลาด
