NER เตรียมจะขายหุ้นกู้ 1,300 ลบ. ชูอัตราผลตอบแทน 5.85%
NER เสนอขายหุ้นกู้จำนวน 1,300 ล้านบาท อายุ 2 ปี 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.85 ต่อปี โดยเสนอขายผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายใหญ่ เปิดจองระหว่าง 5 และ 7 - 8 เม.ย.นี้ เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิต
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทมีการขยายกำลังการผลิตจากเดิมที่ 290,000 ตัน/ปี เป็น 465,600 ตัน/ปี และในปลายปี 64 จะขยายกำลังการผลิตสินค้ายางแท่ง (STR) ในโรงงานแห่งที่ 2 อีก 50,000 ตันต่อปี ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตรวมของเป็น 515,600 ตัน/ปี
ดังนั้นบริษัทจึงได้มีการเสนอขายหุ้นกู้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อวัตถุดิบและสต๊อคสินค้าคงเหลือของบริษัทสำหรับสินค้าประเภทยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางผสม เพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตของบริษัทภายใต้การดำเนินงานในโรงงานแห่งที่ 1 และโรงงานแห่งที่ 2 ของบริษัท คาดว่าจะนำเงินที่ได้ไปใช้ในการดำเนินงานภายในปี 2564
สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ครั้งที่ 1/2564 จะเสนอขายหุ้นกู้ระหว่างวันที่ 5 และ 7 – 8 เมษายน 2564 มูลค่าเสนอขายรวมจำนวน 1,300 ล้านบาท มีอายุ 2 ปี 6 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 9 ตุลาคม 2566 มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 5.85 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ โดยจะเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่
ทั้งนี้ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ส่วนผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ด้านนายทะเบียนหุ้นกู้มี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ
ขณะที่อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ระดับ “BB+” แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563
นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/64 อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าคาด หลังจากช่วงปลายปีที่ผ่านมามีปัญหาส่งมอบสินค้า เพราะตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ทำให้ออเดอร์ล้นมายังไตรมาส 1/64
ดังนั้นบริษัทเตรียมปรับเป้าหมายรายได้รวม และยอดขายยางพาราในปี 2564 เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดมีรายได้ 22,000 ล้านบาท และคาดมียอดขายยางพาราที่ 410,000 ตัน ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ในช่วงเดือน พ.ค.นี้
โดยมองว่าความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยังดีต่อเนื่อง ซึ่งประเมินว่าราคายางพารายังเป็นขาขึ้นในช่วง 3 ปีนับจากนี้ เนื่องจาก ดีมานด์ยังสูง สวนทางกับซัพพลายที่อยู่ระดับเดิม โดยเฉพาะความต้องการของถุงมือยางทางการแพทย์ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการระบาดของโควิด-18
ขณะเดียวกันยอดขายล่วงหน้ายาวถึงเดือน ก.ย.แล้ว นอกจากนี้บริษัทยังมีลูกค้าระยะยาวสัญญา 1 ปี เพิ่มมาอีก 2 ราย ในประเทศอินเดีย และสิงคโปร์ โดยปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าระยะยาวประมาณ 13 ราย
"ประเด็นเรือเกยตื้นคลองสุเอซนั้น คาดจะส่งผลกระทบให้ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. แต่จะเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงเดือน ส.ค.2564 อย่างไรก็ตามปัญหานี้จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ให้ลูกค้ารับภาระบางส่วน และบริษัทแบกรับเองบางส่วน ทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้นเพียง 0.01%"นายชูวิทย์ กล่าว
