SABINA ธุรกิจชุดชั้นในสตรียอดฮิต จ่ายปันผลดี คาดปี 66 ให้ผลตอบแทนกว่า 5%
หุ้นปันผลสัปดาห์นี้ Wealthy Thai ขอพานักลงทุนมาสำรวจ SABINA หรือ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ผู้ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายสินค้าชุดชั้นในสตรี ภายใต้เครื่องหมายการค้า Sabina ที่ผู้บริโภคหลายคนคุ้นเคย ว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีการจ่ายปันผลเป็นอย่างไร และในปี 2566-2567 จะให้ผลตอบแทนมากแค่ไหน
โดย SABINA มีประวัติการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง หากนักลงทุนถือหุ้นตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน จะได้รับการจ่ายเงินปันผลทั้งหมด 11 ครั้ง รวมเป็นเงิน 5.76 บาท ซึ่งล่าสุด SABINA ได้ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 0.66 บาท กำหนดวันปิดสมุดทะเบียนผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 29 ส.ค. 2566 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 28 ส.ค. 2566 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 ก.ย. 2566
ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุถึงแนวโน้มการจ่ายเงินในปี 2566 – 2567 โดยคาดว่า SABINA จะจ่ายเงินปันผลปี 2566 ที่ 1.33 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ที่ 5.6% ส่วนปี 2567 คาดจะจ่ายเงินปันผลที่ 1.48 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 6.2%
ด้านข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน SABINA มี Dividend Yield อยู่ที่ระดับ 4.72% โดยปัจจุบัน SABINA มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ 8,861.25 ล้านบาท และมี P/E อยู่ที่ระดับ 20.30 เท่า (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ส.ค. 66) โดยราคาหุ้นวันที่ 24 ส.ค. 66 อยู่ที่ 25.50 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปี 9.44%
สำหรับผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกปี 2566 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 230.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 13.3% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่า ไตรมาส 3/66 รายได้และกำไรยังเพิ่มได้เล็กน้อยทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากงาน OEM ที่คาดจะฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ยังไม่กลับมาเท่าช่วงพีคในไตรมาส 2/66 และบรรยากาศการใช้จ่ายชะลอช่วงต้นไตรมาสจากการเมืองและฤดูฝน
ทั้งนี้คาดจะเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นในไตรมาส 4/66 จากความชัดเจนด้านการเมืองและเข้าสู่ช่วง High season รวมถึงคาดว่าจะเริ่มออก Collections ใหม่ๆ เพิ่มอีก นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อในปีหน้า ซึ่งบริษัทมีสาขามากถึง 520 แห่ง ครอบคลุมฐานลูกค้าจำนวนมาก อีกทั้งมียอดซื้อต่อบิลสูงเกือบ 1 พันบาท โดยกำไรครึ่งปีแรกคิดเป็น 50% ของประมาณการกำไรปี 2566 ของฝ่ายวิเคราะห์ ดังนั้นจึงคงคาดการณ์กำไรไว้ที่ 461 ล้านบาท เติบโต 11%
ฝ่ายวิเคราะห์คงคำแนะนำ ซื้อ และปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 32.5 บาท มองแนวโน้มการบริโภคผ่านจุดต่ำสุด และจะทยอยฟื้นตัวได้ ซึ่งราคาหุ้นปรับลงมาแล้ว อยู่ในโซนน่าสนใจ รวมถึงมี Dividend Yield ปีนี้ราว 5.6%

