โบรกฯ หวั่น “ดิจิทัลวอลเล็ต” อาจทำให้การเงินประเทศผันผวน มองเป็นนโยบายใช้งบสูงถึง 5.6 แสนลบ.
บล.บัวหลวง มองนโยบาย Digital wallet เป็นนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 560,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่หลายฝ่ายให้ความกังวล อีกทั้งยังต้องผ่านกระบวนการแก้กฎหมายขยายเพดานหนี้ก่อน ซึ่งหากสร้างภาระหนี้ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังปรับขึ้น อาจส่งผลให้การเงินของประเทศมีความผันผวน แต่หากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในปี 2567 ปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับลงเช่นกัน ก็อาจไม่ได้เพิ่มภาระให้กับการเงินของประเทศมากนัก
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2566 อาจอยู่ในลักษณะ Swing แบบ Sideways โดยมองดัชนีกรอบล่างที่ระดับ 1,500 จุด และกรอบบนที่ระดับ 1,625 จุด หากมองจากระดับดัชนีปัจจุบัน Downside ของตลาดมีไม่มากนัก
ดังนั้นหากนโยบายของพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้จริง ตลาดหุ้นน่าจะตอบรับในเชิงบวก ส่วนประเด็นม็อบลงถนนในระยะ 1-3 เดือนยังเร็วเกินไปที่จะเกิดขึ้น เพราะส่วนใหญ่ต้องให้เวลารัฐบาลใหม่บริหารบ้านเมือง และมีประเด็นที่ไม่ชอบธรรม ซึ่งมักใช้เวลาประมาณ 12 เดือน
โดยปัจจัยภายในประเทศที่น่ากังวลในเชิงการลงทุน คือ เรื่องนโยบายภาครัฐ การบริหารเงิน Digital wallet หัวละ 10,000 บาทสำหรับคนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป, ความพยายามแก้ไขกฎหมายให้มีการจัดเก็บกำไรของผู้ที่ลงทุนในตลาดหุ้น, การเก็บภาษีซื้อขายหุ้น (Transaction Tax), การปรับค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงนโยบายด้านพลังงานน้ำมันและไฟฟ้า ซึ่งเรื่องนี้นักลงทุนน่าจับตาดูเป็นพิเศษว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถทำได้ตามที่หาเสียงไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่
“นโยบาย Digital wallet ของพรรคเพื่อไทยเป็นนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 560,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่หลายฝ่ายให้ความกังวล อีกทั้งยังต้องผ่านกระบวนการแก้กฎหมายขยายเพดานหนี้ก่อน ซึ่งหากเราสร้างภาระหนี้ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังปรับขึ้น อาจส่งผลให้การเงินของประเทศมีความผันผวน แต่หากแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในปี 2567 ปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยปรับลงเช่นกัน ก็อาจไม่ได้เพิ่มภาระให้กับการเงินของประเทศมากนัก ส่วนของนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 600 บาท ซึ่งกระทรวงแรงงานอยู่กับพรรคภูมิใจไทย จึงอาจมีข้ออ้างในปรับขึ้นค่าแรงที่ไม่สมูทมากนัก”
ด้านนโยบายที่เกี่ยวกับตลาดหุ้น ทั้งการจัดเก็บกำไรของผู้ที่ลงทุนและการเก็บภาษีซื้อขายหุ้น มองว่าพรรคเพื่อไทยเข้าใจกลไกในการลงทุน น่าจะสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้น ดังนั้นภาษีเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในรัฐบาลสมัยก่อนน่าจะไม่ถูกนำมาสานต่อ อาจช่วยหนุนภาวะการลงทุนในตลาดให้ดีขึ้น
สำหรับกลุ่มหุ้นน่าสนใจในช่วงที่เหลือของปี ได้แก่ หุ้นกลุ่มบริหารจัดการหนี้อย่าง AUCT, CHAYO, JMT เนื่องจากการปล่อนสินเชื่อของกลุ่มธนาคารยังอยู่ในโหมดระมัดระวัง ขณะเดียวกันคนที่มีความสามารถในการลงทุนก็อยู่ในโหมดระมัดระวังเช่นเดียวกัน จากนโยบายของรัฐบาลผสมที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญ หุ้นที่น่าสนใจจึงเกี่ยวกับการบริหารจัดการหนี้สิน
2.หุ้นที่ปีก่อนได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปีนี้ เช่น GULF, GPSC 3. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อีกทั้งแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง จะทำให้ธุรกิจโมเดิร์นเทรดจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายออกมา หนุนการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เป็นบวกกับ CPALL, COM7 4. หุ้นที่ราคาปรับลงไปมากและแนวโน้มอุตสาหกรรมค่อยๆ ฟื้นตัว คือ GFPT, TU และ 5. หุ้น NYT คาดจะรับผลบวกจากจากปริมาณการส่งออกรถยนต์ที่มากขึ้น
ส่วนกลุ่มที่แนะนำ Underweight คือ 1. กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคก่อสร้าง เนื่องจากการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐยังทำได้ยากถัดจากนี้ ด้วยข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะที่สูง ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนจะรอนโยบายของภาครัฐชัดเจนก่อน 2. กลุ่มขนส่งเดินเรือ ในช่วงปีก่อนทำได้ดีมาก แต่ปีนี้ค่าระวางลดลงมากกระทบกำไรบริษัทเดินเรือ จึงมองว่าปีหน้าจะดีเฉพาะรถไฟกับสนามบิน และ 3. กลุ่มปิโตรเคมี Spread ยังไม่ดี ซัพพลายเข้าสู่ตลาดค่อนข้างมาก
ขณะที่การจัดพอร์ตลงทุน (Asset Allocation) แนะนำลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ตราสารหนี้ภาคเอกชน Investment Rating สัดส่วน 32% ทองคำ 13% ส่วนที่เหลือแนะลงทุนในตลาดหุ้น 55% โดยตลาดหุ้นต่างประเทศที่ชอบ คือ เวียดนาม ฮ่องกง และสหรัฐฯ
ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี คาดจะเห็นการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ในเดือนก.ย. 66 ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัว จากการเพิ่มมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ แต่โอกาสที่จะเห็นการ Downgrade ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนอาจยังมีอยู่ในครึ่งหลังปี เพราะนโยบายกระตุ้นจากภาครัฐยังมีผลกระทบน้อยในปีนี้ แต่จะมีผลกระทบเชิงบวกมากขึ้นในปีหน้า
ในเรื่องของอัตราเงินเฟ้ออาจอยู่ในทิศทางค่อยๆ ปรับตัวลง ซึ่งเงินเฟ้อไม่ได้เป็นประเด็นกดดันมากนักต่อทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมองเงินเฟ้ออยู่ในขาลงแม้ว่าความเสี่ยงเรื่องราคาอาหารสัตว์ ราคาเนื้อสัตว์ยังมีอยู่ ส่วนปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง ถือเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 67 ต่อภาวะราคาอาหารที่จะปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับราคาน้ำมันดิบยังคงไม่ใช่จุดเสี่ยง เพราะอัตราการผลิตสำรองน้ำมันทั้งกลุ่มโอเปกและกลุ่มนอกโอเปกมีอยู่ และโอเปกยังคงขยายเวลาปรับลดการผลิตน้ำมัน แม้จะเป็นการขยายเวลาแบบเดือนต่อเดือน แต่มองว่าราคาน้ำมันยังอยู่ในจุดที่สมดุลและรับได้ คาดการณ์ราคาน้ำมันยังอยู่ในกรอบระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินและนอนแบงก์ยังอยู่ในโหมดระมัดระวัง จากคุณภาพหนี้ของ SME และคุณภาพของคนถือบัตรเครดิต ขณะที่อัตราการปล่อยสินเชื่อที่ผ่านมา การกู้ซื้อบ้านถูกปฏิเสธในระดับสูงเกิน 25% หรือ 1 ใน 4 สอดคล้องกับระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังสูงกว่า 80% เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ เพราะหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ภาครัฐเมื่อเทียบ GDP อยู่ในระดับชนเพดาน ดังนั้นการกระตุ้นหรือการกู้จะทำได้ค่อนข้างลำบากและต้องระมัดระวัง
ส่วนภาคท่องเที่ยวคาดจะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าอาจเห็นการ Downgrade จำนวนนักท่องเที่ยวจาก 28 ล้านคน ลงมาอยู่ 25 ล้านคน สาเหตุจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ออกนอกประเทศช้ากว่าคาด เนื่องจากค่าตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมมีราคาแพงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเน้นท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่า
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม คือ เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มขยายตัวไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง จากปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรัฐบาลพยายามใช้มาตรการช่วยเหลือ แต่อาจไม่ได้ส่งผลมากนัก ขณะเดียวกันการจับจ่ายใช้สอยก้ยังคงกระจุกตัว ดังนั้นหากเศรษฐกิจจีนหดตัวหรือฟื้นตัวช้ากว่าคาด หรือมีปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนแย่กว่าเดิมจะส่งผลกระทบกับไทยทางอ้อม
