TQM จะเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยการ “ซื้อกิจการ”
ปี 2563 นับเป็นปีทองสำหรับธุรกิจประกัน เพราะการเข้ามาของ Covid-19 ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ประกัน Covid-19 ขึ้นมา ซึ่งผู้บริโภคก็ให้การตอบรับที่ดี ซื้อประกันดังกล่าวอย่างล้นหลาม ทำให้กำไรสุทธิของบริษีทที่ประกอบธุรกิจประกันหรือโบรกเกอร์ประกันหลายแห่งเติบโตสูง ซึ่ง TQM หรือ บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลบวก ทำให้กำไรสุทธิปีก่อนอยู่ที่ 702 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 38.4% เมื่อเทียบกับภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นที่หดตัว
สำหรับปี 2564 แม้การระบาดของ Covid-19 ยังไม่คลี่คลาย แต่ผู้บริโภคเริ่มปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้แล้ว รวมถึงยังมีการฉีดวัคซีนที่หลายประเทศทยอยฉีดให้ประชาชนของตัวเองต่อเนื่อง ดังนั้นการเติบโตในปีนี้จึงไม่สามารถพึ่งพิงปัจจัยบวกเดิมได้อีกต่อไป ทำให้ TQM ต้องมองหากลยุทธ์และแผนธุรกิจที่จะมาผลักดันผลประกอบการ
“ซื้อกิจการ” คือหัวใจสำคัญ สร้างการเติบโต
บล.บัวหลวง ระบุว่า ปัจจัยหลักที่จะสร้างการเติบโตให้กับ TQM ในปีนี้ คือ การเข้าซื้อกิจการ โดย TQM ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันปีนี้ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 67% จากปีก่อน ซึ่งบริษัทคาดว่าจะเป็นการเติบโตตามปกติของเบี้ยประกัน (ประกันรถจักรยานยนต์, สินค้าใหม่ เช่น เบี้ยประกันเกี่ยวกับ PM 2.5, ประกันสุขภาพสำหรับกลุ่มพนักงาน, ประกันบ้านเรือนและอื่นๆ) ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท หรือ 13% จากปีก่อน แต่ยอดขายจะเติบโตก้าวกระโดดจากการเข้าซื้อโบรกเกอร์ประกัน 2-3 เจ้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้เบี้ยประกัน 0.8-1 หมื่นล้านบาท โดยเป้าหมายโบรกเกอร์แรกที่จะเข้าซื้อคือ TQR ส่วนเป้าหมายอื่นจะเป็นโบรกเกอร์ประกันรายย่อย ซึ่ง TQM จะใช้ช่องทางการขายเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น telesales/telechat, ทำการตลาดผ่านสาขา, ดิจิทัลแพล็ตฟอร์ม และผู้ร่วมธุรกิจในการกระจายสินค้า
ซึ่งฝ่ายวิจัยเชื่อว่าปีนี้บริษัทจะสามารถทำให้เบี้ยประกันเติบโตตามเป้าหมายที่ 1.7 หมื่นล้านบาท รวมถึงทำให้อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 51.5% และ 24% ตามลำดับ เนื่องจาก 1. จำนวนพนักงานตอนนี้ (ทั้งฝ่ายขายและหลังบ้าน) รองรับการเติบโตของเบี้ยประกันที่เติบโตได้ถึง 3.5 หมื่นล้านบาท 2. บริษัทชำระค่า IT แพล็ตฟอร์มไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้งบลงทุนจะต่ำลง (ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายอยู่ในการลงทุนแล้ว)
ส่วนการคำนวนอัพไซด์จากการเข้าซื้อกิจการจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนที่ TQM เข้าไปถือใน TQR และบริษัทอื่นๆ โดยกรณีที่ดีที่สุดหาก TQM สามารถเข้าซื้อทั้งสามบริษัทได้สำเร็จภายในไตรมาส 2/64 จะทำให้มียอดขายเบี้ยประกันเพิ่ม 8 พันล้านบาท ซึ่งจะเป็นอัพไซด์ต่อการประมาณการณ์กำไรของฝ่ายวิจัย โดยขอบเขตอัพไซด์ของฝ่ายวิจัยจะขึ้นอยู่กับจำนวนการลงทุนที่ TQM เข้าไปถือและช่วงเวลาของการเข้าถือ
โดยมูลค่าที่คาดการณ์ไว้จากการเข้าซื้อกิจการทั้ง 3 ตัว ทำให้ประมาณการณ์กำไรปี 2564 ไว้ที่ 880 ล้านบาท ปรับตัวขึ้น 25% จากปีก่อน หาก TQM สามารถปิดดีลได้ครบภายในไตรมาส 2/64 จะเป็นอัพไซด์ต่อการประมาณการณ์ประมาณ 11-13% และจะเป็นอัพไซด์ต่อการประมาณการณ์ปี 2566 ของฝ่ายวิจัยถึง 28-32% ซึ่งอัตราส่วน PEG ปี 2564 จะลดลงจาก 2.3 เท่า มาอยู่ที่ 1.3-1.4 เท่า คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 168.00 บาท

