เปิดโผ 9 หุ้นกลาง-เล็กสุดเด่น! นักวิเคราะห์แนะให้น้ำหนักลงทุน รับผลงานโตโดดเด่น
ช่วงที่ผ่านมาหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กปรับตัวลดลงอย่างมาก จากปัจจัยกดดัน ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง ความไม่แน่นอนทางการเมือง การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของหลายบริษัท และกรณีของ STARK ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวล และหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้
แต่หากสำรวจลงไปจะพบว่ามีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กบางส่วนที่แนวโน้มผลประกอบการดีในระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงยังมีอัพไซด์จากนโยบายของรัฐบาลด้วย วันนี้ Wealthy Thai จึงมี 9 หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและน่าสนใจเข้าลงทุนมาฝาก
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า ผลตอบแทนจากต้นปี 2566 สิ้นสุดวันที่ 28 ส.ค. 66 และดัชนีในรอบ 7 ปี ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า mai และ sSET เป็นดัชนีที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดตามลำดับในบรรดาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก จากภาวะตลาดโลกมีความผันผวนทั้ง COVID-19 ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เงินเฟ้อทำให้มีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลก
ขณะที่ประเทศไทยมีความไม่แน่นอนทางการเมือง และความไม่มั่นใจในการลงทุนในตลาดหุ้นไทยหลังหลายบริษัทผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ และเกิดกรณีของ STARK หุ้นกลุ่มนี้จึงถูกซื้อขายด้วย Valuation ที่ต่ำลง
แต่ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า Downsie risk จำกัดแล้ว และจากการศึกษาพบว่าหุ้น SMID Caps จะเคลื่อนไหวได้ดีกว่า SET ในช่วงดอกเบี้ยขาลงถึงทรงตัว และเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับ GDP และ PCI ของไทย หากเชื่อว่าโยบายของรัฐบาลเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ ดัชนี sSET และ mai ควรกลับมา Outperform
ฝ่ายวิเคราะห์ให้น้ำหนัก “มากกว่าตลาด” โดยนับจากต้นปีดัชนี sSET และ mai Underperofrm ดัชนี SET และตลาดหุ้นทั่วโลกค่อนข้างมาก ขณะที่ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มนี้ภายใต้ Coverage ของฝ่ายวิเคราะห์มีแนวโน้มเป็นบวก และมี Upside จากนโยบายของรัฐบาล จึงมองว่าหุ้นกลุ่มนี้เริ่มมี Downside risk จำกัด เพียงแต่ต้อง Selective
ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงคัดเลือก 9 หุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการระยะสั้น กลาง และยาวน่าสนใจ โดยเน้นกำไรไตรมาส 3/66 และ 4/66 เติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ได้แก่ BE8, I2, KJL, MASTER, MEB, NSL, SABINA, TTCL และ WARRIX
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานของแต่ละหุ้นนั้น มาเริ่มกันที่ BE8 ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าแนวโน้มครึ่งปีหลังจะเติบโตเด่นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีลุ้น Catalyst สำคัญต่อราคาหุ้นได้แก่ 1. การเติบโตแบบ Inorganic ในต่างประเทศช่วงปลายปี 2566 และ 2. การชนะงานขนาดใหญ่จากการลงทุนรอบใหม่ของภาครัฐ โดยคาดว่าปี 2566 จะมีกำไรสุทธิ 287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% จากปีก่อน เชิงกลยุทธ์แนะนำให้ทยอยสะสม ราคาเป้าหมาย 55.25 บาท
ถัดมา I2 ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะทยอยรับรู้ Backlogs อย่างน้อย 20% และการปิดงานเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ทำให้ I2 ไปถึงเป้าหมายรายได้ 1,200 ล้านบาท และคาดการณ์กำไรปกติของฝ่ายวิเคราะห์ที่ 76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน ได้ไม่ยาก ขณะที่ภาพการเติบโตในปี 2567 เด่นชัดจาก Backlogs ที่แข็งแกร่งดังกล่าว นอกจากนี้ I2 ยังมีโอกาสเข้าประมูลงานเพิ่มเติมต่อเนื่องหลังได้เงินทุนจาก IPO รองรับการขยายงานขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง คงคำแนะนำ “ซื้อ” อิงราคาเหมาะสมที่ 3.84 บาท
KJL ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มกำไรสุทธิทำระดับสูงสุดใหม่ต่อเนื่องในไตรมาส 3/66 และ 4/66 ที่ 42 ล้านบาท และ 45 ล้านบาท ตามลำดับ ตามการขยายกาลังการผลิต ซึ่งจะทำให้ประมาณการกำไรมี Upside risk ราว 7% ทั้งนี้คาดกำไรทำระดับสูงสุดใหม่ถึงปี 2569 จากแผนเพิ่มกาลังการผลิตที่ 30 ล้านชิ้นต่อปี ในปี 2566 ส่งผลเต็มปีในปี 2567 และขยายกำลังการผลิตอีก 10 ล้านชิ้นต่อปีในปี 2568 ซึ่งจะเห็นผลเต็มปีในปี 2569 คงคำแนะนำ ซื้อ และปรับไปใช้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 12.40 บาท
MASTER ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มไตรมาส 3/66 คาดทำ New high ทั้งในแง่ของรายได้และกำไรสุทธิ โดยคาดรายได้ที่ระดับสูงกว่า 500 ล้านบาทขึ้นไป หลังเปิดห้องผ่าตัด (OR) ใหม่อีก 10 ห้องเป็น 17 ห้อง ทำให้รองรับลูกค้าได้มากขึ้น และการเปิดประเทศทำให้สามารถรองรับลูกค้าต่างชาติในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ได้ ขณะที่ไตรมาส 4/66 คาดจะทำ New high ต่อเนื่องจากผลของฤดูกาล และคาดจะเริ่มมีรายได้ส่วนเพิ่มจากการให้ Rattinan เช่าห้องผ่าตัดสำหรับหัตถการเย็บกระเพาะ ขณะที่จะเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากที่ถือหุ้น 40% ใน Wind clinic และ Kin ที่ราว 15 –20 ล้านบาท ทำให้กำไรปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 445 ล้านบาท เติบโต 47.7% จากปีก่อน คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 106 บาท
NSL ฝ่ายวิเคราะห์คาดแนวโน้มกำไรปกติจะทำ New High ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/66 เป็นอย่างน้อย โดยไตรมาส 3/66 จะได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูงขึ้น การนำสินค้าข้าวแท่งจำหน่ายในช่องทางต่างๆ รวมถึงการรับรู้รายได้จากการรับจ้างผลิตสินค้าให้ Bake a wish เต็มไตรมาส ขณะที่ไตรมาส 4/66 คาดกำไรทำ New High ต่อและเป็นจุดสูงสุดของปี จากไฮซีซั่นของธุรกิจค้าปลีก การส่งออกสินค้าข้าวแท่ง รวมถึงคาด GPM ครึ่งปีหลังจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 16.5% คงประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 339 ล้านบาท โต 14.0% จากปีก่อน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 30 บาท
WARRIX ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มไตรมาส 3/66 คาดทำได้เท่ากับหรือดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ไตรมาส 3/65 จะได้ประโยชน์จากการแข่งขันฟุตบอล King’s cup เต็มไตรมาส ส่วนไตรมาส 3/66 ได้ประโยชน์เพียงเดือนเดียวเนื่องจากการแข่งขันอยู่ในเดือนก.ย. และเสื้อใหม่ทีมชาติไทยเปิดตัวในวันที่ 26 ส.ค. 66 แต่มีได้รายได้ส่วนอื่นมาเสริมทั้งจากสิงคโปร์และกัมพูชา รวมถึง T-Shirt ขณะที่ Economy of scale ทำให้ GPM สูงขึ้น และ SG&A ที่เพิ่มตั้งแต่ครึ่งปีแรกเริ่มทรงตัว ทำให้รายได้ที่เพิ่มมีโอกาสหนุนกำไรโตได้ และคาดไตรมาส 4/66 ทำระดับสูงสุดใหม่ โดยยังคงประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 140 ล้านบาท โต 9% คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 14.25 บาท
ด้าน MEB นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดแนวโน้มไตรมาส 3/66 กำไรเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามจำนวนผู้ใช้งานและรายได้ readAwrite ส่วนไตรมาส 4/66 คาดกำไรเป็นจุดสูงสุดของปีตามปัจจัยฤดูกาลและดอกเบี้ยรับ ดังนั้นจึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 369 ล้านบาท โต 12% สำหรับความคืบหน้าการขยายแพลตฟอร์มภาษาต่างประเทศจะเปิดตัวในไตรมาส 4/66 หากสำเร็จเหมือน readAwrite คาดมีโอกาสสร้าง upside ต่อกำไรปี 2568 ราว 5-6% จึงคงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 36 บาท
SABINA นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดไตรมาส 3/66 รายได้และกำไรยังเพิ่มได้เล็กน้อยทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากงาน OEM ที่ฟื้นตัวเล็กน้อย แต่ยังไม่กลับมาเท่าช่วงพีคในไตรมาส 2/66 และบรรยากาศการใช้จ่ายชะลอช่วงต้นไตรมาสจากการเมืองและฤดูฝน โดยจะเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นในไตรมาส 4/66 จากความชัดเจนด้านการเมืองและเข้าสู่ช่วง High season รวมถึงคาดว่าจะเริ่มออก Collections ใหม่ๆ เพิ่ม อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งบริษัทมีสาขามากถึง 520 แห่ง ครอบคลุมฐานลูกค้าจำนวนมาก และมียอดซื้อต่อบิลสูงเกือบ 1 พันบาท คงคาดการณ์กำไรปี 2566 ไว้ที่ 461 ล้านบาท โต 11% แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 32.50 บาท
และสุดท้าย TTCL นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ทิศทางธุรกิจสดใส ปัจจุบันมี Backlog คงเหลือมากกว่า 23,000 ล้านบาท สามารถรองรับการสร้างรายได้ถึงปี 2568 และยังมีงานระหว่างเข้าประมูลจํานวนมาก โดยมีโครงการใหญ่ในประเทศที่พอลุ้นได้ในปีนี้ ดังนั้นจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นอีก 25% เป็น 408 ล้านบาท ลดลง 38% จากปีก่อน ให้คำแนะนํา Outperform ราคาเป้าหมายที่ 6.50 บาท

