โบรกฯ ชี้นโยบาย “รัฐบาลเศรษฐา” ดัน SET ปีหน้าทะยานนิวไฮ 1,850 จุด กระตุ้นเงินต่างชาติหวนซื้อหุ้นไทย
ตามรายงานของรายละเอียด นโยบายภายใต้รัฐบาลชุดใหม่นั้น โดยมีแผนผลักดันให้ GDP Growth ไปสู่เป้าหมายที่ระดับ 5% ซึ่งจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไรกันบ้าง นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีความเห็นว่า วานนี้มีรายละเอียดว่านโยบายภายใต้รัฐบาลชุดใหม่มีอะไรบ้าง เพื่อที่จะเร่ง GDP Growth ให้เข้าใกล้เป้าหมายที่ระดับ 5% ตามที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าไว้ ซึ่งแบ่งเป็นระยะสั้น-กลาง-ยาว โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.นโยบายระยะสั้น อาทิ แก้ปัญหาหนี้ (ภาคเกษตร ธุรกิจ ประชาชน), ลดค่าใช้จ่าย ด้านพลังงาน, กระตุ้นภาคท่องเที่ยวและแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2. นโยบายระยะกลาง-ยาว อาทิ ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค, ผู้ว่า CEO, การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก และจัดทำ Matching Fund
โดยฝ่ายวิจัยฯ มาจำแนกว่านโยบายใดบ้างที่ส่งผลต่อกลุ่มหุ้นในตลาดหุ้นไทย อาทิ พักหนี้-แก้หนี้ ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย เป็นบวกต่อกลุ่ม FIN AGRI ขณะที่ท่องเที่ยวกุญแจดอกแรกสร้างรายได้ประเทศ เป็นบวกต่อกลุ่ม TOURISM TRANS
ส่วนนโยบายเปิดประตูการค้าสู่ตลาดใหม่ๆ ยกระดับพาสปอร์ตไทย บวกต่อ กลุ่มส่งออก ด้านนโยบายสร้างและขยายโอกาสให้กับประชาชน 1 ครอบครัว 1 ทักษะ Soft Power บวกต่อ ICT ขณะที่ยกระดับ “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค” บวกต่อ HELTH รวมทั้งนโยบายสานต่อนโยบาย Carbon Neutrality บวกต่อ หุ้นกลุ่มพลังงานทดแทน
ขณะที่นโยบายผลักดัน GDP เพิ่มขึ้น 5% ต่อปีบวกต่อ BANK และนโยบายหลักที่ทุกคนคาดหวัง คือ นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นบวกต่อกลุ่ม COMM FOOD
ทั้งนี้มองว่า นโยบายดังกล่าวคาดทำให้เศรษฐกิจโตได้ดีกว่าที่คาดไว้ (ระดับเดิม คือ 2%-3%) โดยมีโอกาสสูงที่ GDP Growth ไทยจะโตระดับ 5% ดังที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งหากเป็นจริง ถือว่าเป็น Sentiment ที่ดีต่อตลาดหุ้นมาก เนื่องจากสถิติในอดีตบ่งชี้ ว่า หาก GDP ไทยช่วงปีที่โตมากกว่า 5% หนุน RETURN SET INDEX เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 37% (ข้อมูลตั้งแต่ปี 2543 – ปัจจุบัน)
โดยในมุมพื้นฐาน เศรษฐกิจที่มีโอกาสฟื้นตัวแรง ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยใน 2 มุมหลัก ดังนี้ 1.ทำให้ EPS67 มีโอกาสฟื้นตัวแรงกว่าที่คาดไว้ ความหมายคือ ตอนนี้ EPS Growth 67 อยู่ที่ 12.6% ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะขยับขึ้นสู่ระดับ 15%
2.Fund flow ต่างชาติมีโอกาสไหลเข้ามากขึ้น หนุน Turnover และปริมาณการซื้อขายรายวันสูงขึ้น ทำให้ระดับ Market earning yield gap กดต่ำลง และหนุนระดับ PE สูงขึ้น จึงทำให้ Target SET ปีหน้ามีโอกาสขยับขึ้น ทั้งจากฝั่ง EPS67 และ PE67 ที่สูงขึ้น ซึ่งหาก EPS ปีหน้าขึ้น 3% (ตาม GDP Growth) Target SET มีโอกาสขยับขึ้นสู่ระดับ 1,800-1,850 จุด
ดังนั้นนโยบายที่มีโอกาสผลักดันเศรษฐกิจไทยในอนาคต ทำให้มี Upside ในเชิงประมาณการทั้ง GDP Growth และ EPS67 หนุนประมาณการ TARGET SET ปี 2567 ขยับขึ้น โดยกลยุทธ์การลงทุนเน้นกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายข้างต้น อาทิ กลุ่ม COMM FIN FOOD HELTH ICT AGRI เป็นต้น
เจาะหุ้นเด่นรับนโยบายของรัฐบาลใหม่
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คำแถลงนโยบายของรัฐบาลใหม่ หุ้นไหนได้ประโยชน์? โดยคณะรัฐมนตรี นายเศรษฐา ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา หลักๆ 5 เรื่องสำคัญ ซึ่งเป็น Sentiment “บวก” ต่อหุ้นหลายกลุ่ม ดังนี้
1.นโยบายเติมเงิน Digital Wallet 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังซื้อในประเทศ เป็นผลบวกต่อ CPALL CRC CPN CBG CPAXT HMPRO 2. แก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกร รวมถึงภาคธุรกิจและเอกชน เช่น พักหนี้ เป็นผลบวกต่อ SAWAD MTC TIDLOR SAK
3.ลดค่าไฟ-น้ำมัน-ก๊าซ เป็นผลบวกต่อ กลุ่มที่มีสัดส่วนค่าไฟฟ้าเยอะ CRC CPALL CPAXT แต่เป็นลบกับกลุ่มโรงไฟฟ้า และสถานีบริการน้ำมัน 4. เจรจาการใช้พลังงานบนพื้นที่ทับซ้อน เพิ่มแหล่งพลังงานใหม่ในไทย เป็นผลบวกต่อ PTTEP 5. ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นผลบวกต่อ EA GUNKUL NEX BCPG และ6. สร้างรายได้การท่องเที่ยว เช่น มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า เป็นผลบวกต่อ AOT BA ERW CENTEL SPA
