ตลาดหุ้นไทยภายใต้รัฐบาล “เศรษฐา” ยังมีความท้าทาย?
ตามที่นักลงทุนหลายๆคน ที่ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองภายในประเทศมาเป็นระยะเวลา 1-2 เดือน จะพบว่าในปัจจุบันก็มีความคืบหน้าเป็นไปอย่างรวดเร็วและจะมีการเแถลงนโยบายของกระทรวงต่างๆ ในลำดับถัดไป
โดยเมื่อปัจจัยต่างๆมีความชัดเจนมากขึ้น แน่นอนว่าย่อมมีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย แต่จะมีผลต่อตลาดมากน้อยเพียงใด ในวันนี้ทาง Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นอื่นๆในเอเชียตั้งแต่ต้นไตรมาสถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 8 กันยายน 2566) และทิศทางต่อจากนี้จะเป็นเช่นไรมาฝากนักลงทุน
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองถึงดัชนีตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นหรือช่วง 1- 2 เดือนข้างหน้า อัพไซด์ยังค่อนข้างน้อย แต่ดาวน์ไซด์เริ่มจำกัด โดยกรอบดัชนีที่ 1,540 – 1,580 จุด
ทั้งนี้ด้วยภาพรวมของเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ไม่มาก เนื่องจากความล่าช้าของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและด้านต่างๆที่ประกาศออกมาล่าช้า จึงเป็นตัวกดดันให้การเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลง ประกอบการตัวเลขของภาคการส่งออกก็ยังดูไม่ดีเช่นกัน
แต่ปัจจัยสนับสนุน ที่จะช่วยดึงดูดความน่าสนใจ จะเป็นราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นมาในระดับสูง คาดจะช่วยหนุนให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานปรับตัวขึ้นสูงกว่าคาดการณ์ ซึ่งอาจจะเริ่มเห็นการปรับประมาณกำไรของนักวิเคราะห์ได้ในช่วงปลายปี คาดจะช่วยหนุนอัพไซด์ให้แก่ตลาดหุ้นในไตรมาส 4/66
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนให้นักลงทุนคัดเลือกหุ้นรายตัว โดยกลุ่มหรือหุ้นที่น่าสนใจ ประกอบไปด้วย CPAXT ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ต , TIDOR จะได้รับประโยชน์จากนโยบายพักหนี้ และกลุ่มหุ้นที่แนวโน้มกำไรจะเติบโตได้ดี กลุ่มการแพทย์, กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มพลังงานโรงกลั่น
สำหรับดัชนีตลาดหุ้นเอเชียที่เราหยิบยกมาในครั้งนี้มีทั้งหมด 10 ประเทศ (รวมตลาดหุ้นไทย) ซึ่งส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวในแดนลบ แต่จะมีเพียงตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikkei) ที่สามารถพลิกเป็นบวกหรือปรับตัวขึ้นมากว่า 17.2% หรือมาอยู่ที่ 32,606.8 จุด นับจากต้นไตรมาส 3/66 ถึงวันที่ 8 ก.ย. และที่เหลือมีการปรับตัวลดลง ตามรายละเอียดด้านล่างนี้

