Official Update :

จับจังหวะลงทุน 6 หุ้น รับประโยชน์ราคา Commodity ฟื้นแรง

ตั้งแต่ต้นเดือนก.. 66 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Commodity ปรับตัวขึ้นแรงเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นค่าระวางเรือ ราคายางพารา ราคาน้ำตาล และราคาน้ำมันดิบ วันนี้ Wealthy Thai จึงจะพามาสำรวจหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จะมีหุ้นตัวไหนน่าสนใจ และเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนหรือไม่ ติดตามได้ในบทความนี้


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่าตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. 66 ราคา Commodity ปรับขึ้นแรงเกือบทุกชนิด จากสาเหตุการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมขั้นปลายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ หนุน Demand เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยฯ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งมีรายละเอียดแต่ละประเภท ดังนี้


ค่าระวางเรือ (BADI) ปรับขึ้น 9.2% นับจากต้นเดือนก.ย.ถึงปัจจุบัน ดีต่อหุ้นกลุ่ม Logistic เช่น PSL TTA WICE III SJWD ซึ่งผลประกอบการช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีโอกาสดีกว่าครึ่งปีแรก จากการเข้าสู่ช่วง High season ของหุ้นกลุ่มนี้


ราคายางแท่งและยางแผ่น ปรับขึ้น 3.5-6% นับจากต้นเดือนก.ย.ถึงปัจจุบัน จากความคาดหวังได้แรงเสริมจากมาตรการภาครัฐฯ ในการรักษาเสถียรภาพราคายาง ดีต่อหุ้นกลุ่มส่งออกยาง เช่น STA TRUBB NER


ราคาน้ำตาล ปรับขึ้น 5% นับจากต้นเดือนก.ย.ถึงปัจจุบัน จากรัฐบาลอินเดียเตรียมประกาศห้ามส่งออกน้ำตาลฤดูกาลหน้า (ต.ค.66) ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่สุดของโลก หนุน Supply ลดลง ดีต่อหุ้นกลุ่มส่งออกน้ำตาลอย่าง KSL KTIS


ราคาน้ำมันดิบ BRENT WTI ปรับขึ้น 4.3-4.6% นับจากต้นเดือนก.ย.ถึงปัจจุบัน จากความกังวลภาวะน้ำมันตึงตัวจากกลุ่ม OPEC+ ดีต่อหุ้นกลุ่มน้ำมันอย่าง PTT PTTEP IRPC SPRC TOP


ทั้งนี้ราคา Commodity ปรับตัวขึ้นแรงตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.66 และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ จาก Demand ที่โอกาสฟื้นตัว และ Supply ที่หดหาย สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เน้นกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากประเด็นดังกล่าว ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ชอบหุ้น III SJWD STA NER และ PTTEP เป็นต้น


ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานของหุ้นแต่ละตัว Wealthy Thai รวบรวมมาให้แล้ว มาเริ่มกันที่ III นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า แนวโน้มกําไรครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก ค่าระวางมี Downside จํากัด เนื่องจากช่วง COVID-19 ระบาด สายการบินปิดตัวลง ส่งผลให้พื้นที่ระวางลดลงสวนทางกับ Demand ของผู้โดยสารที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี


ด้าน AOTGA อยู่ระหว่างการขยายธุรกิจเข้าไปทําที่สนามบินสุวรรณภูมิเพิ่ม และ ANI เตรียม IPO เข้า SET ในช่วงไตรมาส 4/66 คาดกำไรปี 2566 ที่ 612 ล้านบาท ลดลง 23% จากปีก่อน ให้คำแนะนำ Outperform ราคาเหมาะสม 18.10 บาท


ถัดมา SJWD นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คาดไตรมาส 3/66 ฟื้นตัวจากฐานต่ำและจะทำนิวไฮได้อีกครั้งในไตรมาส 4/66 จากการฟื้นตัวชัดเจนขึ้นของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และถ่านหิน หนุนรายได้และ GPM ของ SCGL


ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมคาดดีขึ้นจากเวียดนาม (TMS) และกัมพูชา (PPSP) เริ่มมีการโอนที่ดินมากขึ้น แต่ยังมีค่าใช้จ่าย One-time ที่เกิดจากการควบรวมทยอยรับรู้อีกราว 60 –70 ล้านบาท แต่การฟื้นตัวในครึ่งปีหลังยังช้ากว่าที่คาดทำให้ปรับประมาณการกำไรลง สะท้อนว่าราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยเสี่ยงไปมากแล้วจึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 16.70 บาท โดยคาดกำไรปี 66 จะอยู่ที่ 764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% จากปีก่อน


STA นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ระยะสั้นหลีกเลี่ยงแต่ระยะเกิน 6 เดือนทยอยสะสม ลดราคาเป้าหมายเหลือ 13 บาท จากเดิม 15 บาท เพราะมองแนวโน้มธุรกิจยางไม่สดใส มีทั้งความเสี่ยงด้านผลผลิตลดลงและความเสี่ยงด้านลูกค้าที่ความต้องการชะลอตัวกังวลภาวะเศรษฐกิจ


โดยประเมินไตรมาส 3/66 จะเป็นจุดต่ำสุด คาด STA ขาดทุนในไตรมาส 3/66 เพราะปริมาณขายและราคาขายยางลดลง ขณะที่ต้นทุนยางลดช้ากว่าราคาขาย จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 66 ลงเพราะลดเป้าปริมาณขายและราคาขาย คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 327 ล้านบาท ลดลง 93% จากปีก่อน ส่วนสินค้าใหม่คือยางมาตรฐาน EUDR ไปยังผู้ผลิตยางล้อยุโรปมีมาร์จิ้นสูง แต่ความต้องการเพิ่งเริ่มต้นจึงไม่สามารถชดเชยกำไรที่ลดลงได้


NER นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทคาดปัจจัยลบได้สะท้อนเกือบหมดแล้ว และรอ upside หากจีนประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ต.ค. นี้ จะทำให้ราคา ปริมาณขายยางในครึ่งแรกปี 67 ดีขึ้น


ส่วนเอลนีโญคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 66-67 ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้นส่งผลให้ GPM ต่อราคาขายเด่นในไตรมาส 3/67 เป็นต้นไปอย่างไรก็ตามแนวโน้มกำไรในครึ่งหลังของปี 66 อาจยังไม่โดดเด่น เพราะราคาขายและปริมาณขายยางลดจากครึ่งปีแรก เป็นผลจากสัญญาที่ทำ 4-5 เดือนที่แล้วช่วงอุตสาหกรรมรถยนต์ขาดกำลังซื้อ ประเมินปีนี้กำไร 1,304 ล้านบาท ลดลง 25% จากปีก่อน ให้แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 5.30บาท


KSL นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มีมุมมองเชิงลบต่องบไตรมาส 3/66 ที่ขาดทุนสุทธิ 165 ล้านบาท ผิดไปจากที่ฝ่ายวิเคราะห์คาด เพราะปริมาณขายน้ำตาลลดลง 11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 27% จากไตรมาสก่อนหน้า ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง รวมทั้งต้นทุนอ้อยต่อค่าแรงต่อค่าพลังงานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาขายน้ำตาลส่งออก จึงทำให้ GPM ลดเหลือเพียง 2.5%


ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/66 คาดกำไรสุทธิเพียง 50-100 ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาส 3/66 เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่บันทึกไปแล้วใน อย่างไรก็ตามคาดว่าประมาณการปี 66 และ 67 มี downside ราว 29% และ 10% ตามลำดับ แนะนำขายออกไปก่อนด้วยราคาเป้าหมายที่ 3.30 บาท


และ PTTEP นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การที่บริษัทปรับเป้าปริมาณขายปี 66 ขึ้นราว 2% ไม่ได้ทำให้ upside เปลี่ยนทิศทางกำไรอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของปริมาณขายในครึ่งปีหลังไม่ได้เหนือกว่าคาด คงมุมมองแรงหนุนราคาหุ้นในครึ่งปีหลังจะมาจากความคืบหน้าของการขยายการลงทุน


ดังนั้นคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 173.50 บาท สามารถซื้อเก็งกำไรปัจจัยบวกราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวตามความคาดหวัง supply น้ำมันดิบโลกตึงตัวจากการลดกำลังการผลิตของซาอุฯ และความต้องการใช้ในจีนฟื้นตัว รวมถึง upside จากโครงการระหว่างสำรวจฯ และการเข้าซื้อแหล่งใหม่


ศุภมาศ ศรีขำ

นำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ด้านการเงินและตลาดทุน ให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้