Official Update :

4 หุ้น โรงไฟฟ้ากับราคา Laggard ถึงเวลาที่จะต้องซื้อแล้วหรือยัง?

เมื่อดัชนีตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวไม่ผ่านจุดทดสอบแนวต้านหลักที่สำคัญในระดับ 1,600 จุด นั้นก็ส่งผลให้นักลงทุนรายน้อยรายใหญ่ก็หมดแรงซื้อหมดแรงเก็งกำไร โดยจะเห็นได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบัน หรือสิ้นงวดไตรมาส 1/64 ขยับขึ้นมาได้นั้นเป็นเพราะกระแสเงินจากนักลงทุนทั่วไปในประเทศเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินของนักลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนสถาบันในประเทศเลย


ขณะเดียวกัน หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับการวิ่งทดสอบแนวต้านที่สำคัญนั้น กลับต้องมาเจอกับสถานการณ์การระบาดโควิด19 ในรูปแบบคลัสเตอร์ใหม่ที่เกิดจากสถานบันเทิง หรือแม้กระทั่งกองถ่ายละคร จนทำให้เสมือนมีปัจจัยลบเข้ามารุมเร้าเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ SET ใช้แรงวิ่งเหนื่อยไม่พ้น 1,600 จุดแล้ว ดันกลับต้องมาเจอแรงฉุดยื้อต่างๆที่ทวีคูณทำให้ดัชนีเหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะวิ่งทะลุแนวต้านสำคัญ


ดังนั้นเองโอกาสนี้จะเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มไหนที่ดีคาดว่าจะเป็นหุ้นหลุมหลบภัยยามที่ต้องเจอกับความยากลำบาก และเมื่อในวันที่ฟ้าสดใสแล้วหุ้นกลุ่มเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนในระดับเป็นที่น่าพอใจ สำหรับกลุ่มหุ้น Defensive ที่ทนทานต่อสภาวะตลาดในทุกสภาพ ไม่ว่าตลาดจะดีหรือแย่ ดังนั้นโดยมากจึงเป็นหุ้นที่พื้นฐานค่อนข้างแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงต่ำ และมีสตอรี่ที่น่าสนใจ ได้แก่กลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้า ขนาดใหญ่ที่เสมือนเป็นหุ้นของโปรดนักลงทุนอย่างเราๆ


อย่างไรก็ตามหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้ามีจำนวนไม่น้อยที่ราคาหุ้นวิ่งตอบรับกระแสข่าวธีมแบตเตอรี่ไปกับที่เรียบร้อยแล้วไม่ว่าจะเป็น BPP,EA หรือแม้กระทั่ง GPSC แต่อย่างไรก็ตามยังมีหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จำนวน 4 ตัวที่ราคาหุ้นยังไม่ไปไหนยังวนเวียนอยู่ที่เดิม แม้ว่าชาวบ้านชาวช่อง หรือกระทั่ง SET เองก็ปรับเพิ่มขึ้นไปกันหมดแล้ว ซึ่งโรงไฟฟ้าใหญ่ที่ว่านี้มี จำนวน 4 หลักทรัพย์ที่ราคาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันยังไม่ไปไหนเลย แต่มีสตอรี่ให้ลุ้นกับผลประกอบการที่จะเพิ่มขึ้น


โดยกลุ่มหุ้นใหญ่โรงไฟฟ้าดังกล่าวประกอบไปด้วย  1.บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF 2.บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM 3.บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO 4.บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ซึ่งหุ้นโรงไฟฟ้า 4 ตัวนี้เป็นหุ้นที่ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันยังติดลบอยู่ และมีอัพไซด์ราคาหุ้นในระดับสูง และมีสตอรี่เรื่องราวการจ่ายไฟฟ้าแห่งใหม่เข้าระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงที่ผ่านมากลับถูกหมางเมิน


ทั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาเจาะลึกถึงเบื้องหลังพื้นฐานปัจจัยบวกและปัจจัยสนับสนุนของหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในแต่ละตัว ว่ามีอนาคตเหมาะสมพอที่จะสามารถให้นักลงทุนเลือกตัดสินใจลงทุนได้หรือไม่ จากบทวิเคราะห์ของเหล่ากูรูบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังของเมืองไทย ใครจะมีความเห็นอะไรยังไงกันบ้าง Wealthy Thai จะพาไปดู



GULF

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า GULF มีจุดแข็งของการเติบโตของกำลังการผลิตในมือ (มีสัญญาขายไฟรองรับแล้ว) โดยเติบโตจากสิ้นปี 63 ที่ 2,959 MW สู่ระดับ 8,088 MW ในปี 70 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7 ปีที่ 12.3%


ทั้งนี้อัตราการเติบโตของกำลังการผลิตใหม่ในปี 64, 65 และ 66 สูงถึง 36%, 26% และ 21% โดยปี 64 จะมีกำลังการผลิตใหม่ตามส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้น ราว 1,068 MW จากโครงการ GULF SRC 2,650 MW (GULF ถือหุ้น 70%) แบ่งเป็น 4 หน่วยผลิต โดย 2 หน่วยผลิตๆ ละ 662 MW ล่าสุด 31 มี.ค. หน่วยแรก จ่ายไฟ 662 MW เข้าระบบแล้ว อีกหน่วยผลิตจะจ่ายไฟ ต.ค. 64 ส่วนอีก 2 หน่วยผลิตจะจ่ายไฟ มี.ค. 65 และ ต.ค. 65


รวมถึงโครงการพลังงานลม Mekong Wind เวียดนาม (GULF ถือหุ้น 95%) แบ่งเป็น 8 เฟส โดย 3 เฟสแรก 128 MW เริ่มผลิตปีนี้ แบ่งเป็น 30 MW เริ่มผลิต พ.ค. 64 และอีก 98 MW เริ่ม ต.ค. 64 อีกทั้งโครงการ Oman (GULF ถือหุ้น 49%) กำลังผลิต 326 MW แต่ เฟสแรก 40 MW เริ่มรับรู้ พ.ค. 64


นอกจากนี้ ยังมีโครงการใหม่ที่รอการปิดดีล เช่น โครงการ LNG to Power เวียดนาม อยู่ระหว่างศึกษา โดยศักยภาพเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายผลักดันของรัฐบาลเวียดนาม น่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้โครงการนี้จะเป็นหนึ่งในแผนการขยายอุตสาหกรรมในเวียดนาม


และยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ขนาด 2.3 พัน MW ราว 3 เขื่อน ทางบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษา รวมถึงโครงการ Solar Roof top หรือ Gulf1 ทางบริษัทมีเป้าเซ็น PPA 200 MW คาดว่าจะเริ่มเห็นการติดตั้งและรับรายได้ตั้งแต่ 4Q64 ขณะดียวกันโครงการพลังงานทดแทน ทางบริษัทยังหาโอกาสซื้อกิจการโครงการในยุโรป, สหราชอาณาจักร, USA และ เอเซีย อย่างต่อเนื่อง น่าจะมีข้อสรุปออกมาบ้างในปีนี้ ทั้งนี้โครงการเหล่านี้เป็นกำลังการผลิตส่วนเพิ่มต่อจากจากกำลังการผลิตในปัจจุบันที่รองรับการเติบโต 7 ปีข้างหน้า


ทางฝ่ายคาดรายได้เติบโต 48% มาจากแผนขยายกำลังการผลิตใหม่ หนุนกำลังการผลิตปีนี้เพิ่มขึ้น 36% และการรับรู้โครงการพลังลม เยอรมัน เต็มปีจากปีก่อนที่เริ่มรับรู้ 4Q63 ขณะที่ Margin ดีขึ้นจาก Margin ที่ดีจากโครงการใหม่ (พลังลมที่เยอรมัน และโครงการ IPP 1.6 พัน MW) และต้นทุนค่าก๊าซยังอ่อนลงจากปี ก่อน แม้ราคาก๊าซเพิ่มต้นปี แต่ฐานต้นทุนปี ก่อนยังสูงกว่าปีนี้อยู่ดี ขณะที่รายจ่ายดำเนินงานปีนี้ต่ำลงเพราะไม่มีรายจ่ายพิเศษเกี่ยวกับการซื้อกิจการดังเช่นปีก่อน ดังนั้น คาดกำไรปีนี้เติบโต 67%


ทั้งนี้ พัฒนาการของผลประกอบการยังไปได้ดี แม้จะขาดปัจจัยเร่งการได้โครงการใหม่ยังล่าช้า แต่น่าจะเห็นความคืบหน้าในการเจรจามากขึ้น ทั้งนี้ แนวโน้มกำไรปีนี้เติบโตสูง และ Momentum 1Q64 มีแนวโน้มพลิกมาเป็นกำไรราว 1.5-1.6 พันล้านบาทจาก 1Q63 ที่ขาดทุน 413 ล้านบาท ทางฝ่ายมองผลประกอบการที่ดีใน 1Q64 และ ราคาปิดล่าสุดยังต่ำกว่าราคาพื้นฐานที่ 40 บาท น่าจะช่วยผลักดันราคาหุ้น ราคาหุ้นปรับตัวแย่กว่าตลาดตั้งแต่ต้นปี (SET +9% และ GULF -5%) เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น คงคำแนะนำ“ซื้อ”



BGRIM

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BGRIM โดยราคาเป้าหมายยังอยู่ที่ 65 บาทต่อหุ้น จากการกลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม (IU) และราคาก๊าซที่ลดลงจะยังคงเป็นปัจจัยหนุนในช่วงครึ่งปีแรก โดยคาดว่าจะมีอัตรากำไร EBITDA ที่สูงกว่า 30% นอกจากนี้ยังมีดีล M&A จำนวนมาก 1,000 MW ที่ล่าช้าในปี 63 เนื่องจาก Covid19 กลับมาเจรจากันใหม่ แม้ว่าภาคพลังงานที่อิ่มตัวของไทยจะจำกัดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้าใหม่ในระยะสั้น


กำลังการผลิตตามสัญญาของ BGRIM ในปี 64 อยู่ที่ 3,089 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 30 เมกะวัตต์สำหรับปีนี้ แม้ว่าจะมีขนาดเล็ก แต่เรามองว่ามีอัพไซด์ M&A ที่สูงขึ้นในปีนี้ โดยมีโครงการที่กำลังเจรจา ได้แก่โรงไฟฟ้าสองแห่งในประเทศไทย ขนาดกำลังผลิต 300-360MW และโครงการ 1 แห่งในมาเลเซีย 200-250MW


รวมถึง โครงการฟาร์มกังหันลมในเกาหลีใต้ ขนาดกำลังผลิต 300MW ซึ่งถูกเลื่อนมาจากปี 63 เนื่องจาก Covid19 แต่จะกลับมาเจรจากันต่อ รายละเอียดยังไม่ชัดเจนในสัดส่วนการถือหุ้น มูลค่าโครงการและต้นทุนต่อเมกะวัตต์ ด้วย D / E สุทธิ 1.5 เท่า ณ สิ้นปี 63 (ไม่เกิน 2 เท่า) ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับ BGRIM ที่จะเพิ่มกำลังผลิต 900MW เต็ม (สมมติว่าเป็นเจ้าของ 100%) เนื่องจากจะมีราคาประมาณ 3.5-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งดัน D / E สุทธิขึ้นเป็น 2.1 เท่า ซึ่งโครงการก๊าซของไทยและมาเลเซียมีแนวโน้มที่จะถูกกว่า



RATCH

บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปรับประมาณการกำไรปกติปี 64 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 6,246 ล้านบาท เพิ่ม 2% จากปีก่อน โดยปรับ EAF ของโรงไฟฟ้าหงสาเพิ่มขึ้นเป็น 86% จาก 80% ซึ่งดีกว่าที่เราประเมินก่อนหน้า แต่อย่างไรก็ตามปรับประมาณการณ์กำไรปกติปี 65 ลดลงเล็กน้อยเป็น 6,731 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%จากปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่าย SG&A ที่มากกว่าคาดและการเลื่อน COD ของโครงการ Fangchenggang II ขนาด 2360MW (236MWe) เป็นปี 65 จึงปรับลด EAF อย่างระมัดระวังเป็น 50% ปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 64 ลงเป็น 66บาท/หุ้น โดยเพิ่มRisk-free rate จาก 1.5% เป็น 3.0% เพื่อสะท้อนความเสี่ยงของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่มีโอกาสขึ้น


ขณะเดียวกัน RATCH ยังคงตั้งเป้ากำลังการผลิต 10,000MW ภายใน 4 ปีหรือภายในปี 68 จากปัจจุบัน มีกำลังการผลิตที่ COD แล้ว 6,600MW และมีโครงการที่อยู่ใน Pipeline อีกราว 1,578MW (ในประเทศ 805 MW และต่างประเทศ 773MW) คาดจะทยอย COD ภายในปี 64 – 68 โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตเฉลี่ยปีละ 700MW ทั้งจาก Green-field และ Brown-field จากการทำดีล M&A


สำหรับส่วนประเด็นการลงทุนใน BAFS บริษัทเล็งเห็น Synergy ในระยะยาวทั้งด้านท่อส่งก๊าซและธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (ปัจจุบันมีกำลังการผลิตในมือทั้งหมด 36 MW) รวมทั้งการเดินทางในประเทศและระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวจะหนุนประสิทธิภาพการทำกำไรของ BAFS ในระยะยาว



EGCO

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงคำแนะนำซื้อ และให้ราคาเป้ามายปี 64 ที่ 308 บาท นอกจากนี้ ผู้บริหารยังยืนยันว่าจะจ่ายเงินปันผลงวดปีนี้ไม่ต่ำกว่าปี 63 (6.50 บาท/หุ้น) แม้ว่าจะตั้งงบ CAPEX เอาไว้ก้อนใหญ่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐขยับสูงขึ้น เราจึงเชื่อว่าราคาหุ้น EGCO น่าจะยังคง laggard ต่อไป


โดยผู้บริหารตั้งงบ CAPEX 5 ปี (64-68) ไว้ที่อย่างน้อย 1.50 แสนล้านบาท โดยตั้งเป้าจะเพิ่มกำลังการผลิต equity capacity ใหม่ในปี 64 ไว้ที่ 1GW(รวมโครงการ โรงไฟฟ้าพลังก๊าซ Linden ในสหรัฐที่เพิ่งซื้อเข้ามา) จากกำลังการผลิตในปัจจุบันที่ 5.7Gwe จะเพิ่มเป็น 6.4GWe โดยรูปแบบโรงไฟฟ้าที่บริษัททำดีล M&A น่าจะเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซหรือพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้สัดส่วนกำไรจาก โรงไฟฟ้าถ่านหินลดลงจากระดับประมาณ 30% มาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 30% ได้ (25-27%)


ทั้งนี้คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักในครึ่งแรกปี 64 จะลดลงจากปีก่อนเนื่องจากมีรายได้ equity income จากโครงการ Paju ลดลงเพราะ gas margin ลดลง (ราคา pooled price ลดลงและต้นทุนพลังงานแพงขึ้น) ในขณะเดียวกัน บริษัทอาจจะต้องบันทึกค่าใช้จ่าย amortization เพิ่มขึ้นในปี 64 ก่อนที่อัตรา adder ของโครงการ solar ในประเทศจะหมดอายุ นอกจากนี้ ปัญหาในการติดตั้งกังหันในโครงการ Yunlin ก็ทำให้ต้องเลื่อนกำหนด SCOD ออกไปจากเดิมไตรมาส2/64 เป็นไตรมาส 1/65



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่