TRP คาดเข้าเทรด mai ไตรมาส 4/66 ชูอัตรากำไรสูงสุดในอุตสาหกรรม แถมเป็นหุ้นปันผล และโกรทสต๊อก
TRP เดินหน้าโรดโชว์ คาดเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ไตรมาส 4/66 นำเงินขยายโรงพยาบาล เพิ่มห้องผ่าตัด-พื้นที่ดูแล ฟาก FA มองเป็นทั้ง growth stock และ Dividen Stock ชี้อัตรากำไรสุทธิ 29% สูงที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรม
นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด (มหาชน) หรือ TRP เปิดเผยว่า คาดว่าจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 90 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.71% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลัง IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในไตรมาส 4/66
ทั้งนี้ บริษัทมีศักยภาพในการดำเนินงาน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ระดับ 55.42% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่ 29% ซึ่งเป็นระดับ Net Profit Margin สูงที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตตามอุตสาหกรรมศัลยกรรมความงามที่คาดจะขยายตัวต่อเนื่องตามความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นและสังคมผู้สูงอายุ
“จากแนวโน้มรายได้และกำไรที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงอัตราการจ่ายเงินปันผลก็อยู่ในระดับสูง โดยมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินทุนสำรองตามกฎหมาย ดังนั้นจึงมองภาพหุ้น TRP เป็นทั้งหุ้นเติบโต (growth stock) และหุ้นปันผล (Stock Dividend)”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินที่ได้รับจากการระดมทุนในครั้งนี้ จะนำไปใช้ลงทุนขยายกิจการในโครงการต่างๆ เช่น โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะใบหน้า ซึ่งจะมีพื้นที่รวมกว่า 9,918 ตร.ม. จากเดิมที่มีพื้นที่ให้บริการเพียง 1,159 ตร.ม.
โดยจะเพิ่มจำนวนห้องผ่าตัดเป้น 12 ห้อง จากเดิม 6 ห้อง รวมถึงเพิ่มพื้นที่ดูแลเพื่อรองรับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะใบหน้าแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย รวมถึงจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ชำระคืนเงินกู้จากการยืมสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนการเติบโตของบริษัทในอนาคต
สำหรับผลประกอบการช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (63-65) บริษัทสามารถร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 221.60 ล้านบาท, 427.76 ล้านบาท และ 854.07 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิก็มีการเติบโตเช่นเดียวกัน โดยอยู่ที่ 37.15 ล้านบาท 112.68 ล้านบาท และ 270.27 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วน 6 เดือนแรกของปี 66 บริษัทมีรายได้รวม 369.05 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 105.48 ล้านบาท
สำหรับปัจจุบันรายได้ของบริษัทมาจากบริการหัตถการเกี่ยวกับผ่าตัด 93% บริการให้ยาระงับความรู้สึกทางหลอดเลือดดำ 4% บริการที่ไม่เกี่ยวกับการผ่าตัด เช่น Botox, Filler ประมาณ 3% ส่วนที่เหลือเป็นรายได้อื่นๆ ไม่ถึง 1%
“การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จะช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ ธีรพรคลินิก ต่อประชาชน รวมถึงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส ตลอดจนช่วยเสริมศักยภาพการแข่งขัน และสร้างการเติบโตให้กับบริษัทในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ”
