เช็คเลย!! 4 หุ้นพักเงินชั้นดี ในยามที่ COVID-19 กลับมาอีกครั้ง
ในวงการตลาดทุนได้เกิดความกังวลอีกครั้ง กับการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ซึ่งต้องยอมรับกันว่ารอบนี้สร้างความตื่นตระหนกอย่างมาก เพราะต้นตอของการระบาดมาจากสถานบันเทิงชื่อดัง ที่บุคคลในวงการบันเทิง เซเลป และนักการเมืองต่างเข้าใช้บริการบ่อยครั้ง จนทำให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว
แม้ประชาชนธรรมดาอย่างเราจะป้องกันตัวเองสักแค่ไหน แต่การระบาดระลอกใหม่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งต้องจับตากันต่อไปว่ารอบนี้จะสามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็วหรือไม่ อย่างไรก็ตามในแง่ของตลาดทุน ในระยะนี้ หากนักลงทุนต้องการมองหาหุ้นหลุมหลบภัยชั้นดีนั้น วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ทุกท่านแล้ว
ภาพรวมตลาดฯ น่าจะถูกกดดันไม่มากเท่าอดีต และยังสามารถคาดหวังการฟื้นตัวในระยะถัดไปอยู่กลยุทธ์แนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งราคาถูกกดดันจนอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าช่วงที่เกิด COVID-19 (Wave 2) โดยผ่านเงื่อนไขคัดกรองดังนี้ 1.ราคาปรับฐานลงมาจากจุดสูงสุดในช่วง 4 เดือน (Wave 2 – Wave 3) < -5% แสดงให้เห็นว่าราคาตอบรับปัจจัยลบมาพอสมควร 2.ปัจจุบันราคาหุ้นมีผลตอบแทน < 5% ในจุดต่ำสุด ของการเกิด COVID-19 (Wave 2) แสดงให้เห็นว่า Downside ค่อนข้างจะจำกัด 3.เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มี Upside > 10% และฝ่ายวิจัยฯแนะนำ “ซื้อ”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าว
ทั้งนี้ได้ผลลัพธ์ 13 บริษัท ที่ราคาปรับฐานลงมาจนน่าสะสมเพื่อหวังผลระยะกลางถึงยาวดังนี้ โดยแนะนำ “ซื้อ” GFPT เป้าหมาย 14 บาท, BGRIM เป้าหมาย 58 บาท EGCO เป้าหมาย 230 บาท ADVANC เป้าหมาย 220 บาท VGI เป้าหมาย 8.50 บาท RATCH เป้าหมาย 65 บาท OSP เป้าหมาย 38 บาท BEM เป้าหมาย 10.20 บาท TTW เป้าหมาย 15.10 บาท BTS เป้าหมาย 12.80 บาท PTT เป้าหมาย 48.50 บาท M เป้าหมาย 59 บาท และINTUCH เป้าหมาย 74 บาท
อย่างไรก็ตาม Top pick วันนี้เลือก 1 หุ้น ในข้อมูลดังกล่าว คือ M และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 จำกัด และอาจจะได้ประโยชน์ในบางมุม อาทิ BDMS มีคนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง BLA ที่คาดจะได้อานิสงค์จากการทำประกัน COVID-19
ส่วนนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน ยังคงเร่งตัวขึ้น เรามองว่า การฟื้นตัวของ SET INDEX เป็นไปได้ค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ดี หากวันใด ตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงด้วยแรงขายแบบตื่นตระหนก (Panic Selling) เช่น SET INDEX ปรับตัวลดลงมากกว่า 2.5% ภายในวันเดียว เรามองว่า เป็นโอกาสของการเก็งกำไรคาดหวังการเกิด Technical Rebound ระยะสั้น
ในเชิงกลยุทธ์ หุ้นที่ทนทานต่อแรงเสียดทานได้ดีและจะทรงตัวได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่าดัชนีตลาดโดยรวม คือ หุ้นปันผลสูงที่กำลังจะขึ้น เครื่องหมาย XD ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า, หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ที่เคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลก, หุ้นส่งออกที่ได้ผลบวกจากเงินบาทอ่อนค่า
ดังนั้น แนะนำ เก็งกำไร IRPC แนวต้านทางเทคนิค 4.10 บาท โดยคาดว่าหุ้นกลุ่ม Global Play จะได้รับผลกระทบที่จำกัดกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่ม Domestic Play จากการแพร่ระบาดระลอก 3 ของ COVID ในประเทศ ดังนั้น นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้จึงควรให้น้ำหนักกับกลุ่ม Global Play ในการ Trading
ทั้งนี้คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 ที่ 4.6 พันล้านบาท พลิกกลับจากขาดทุนในไตรมาส 1/63 และเติบโต 186% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากแรงหนุนของ Stock Gain และส่วนต่างราคา PP และ ABS Spread ที่ปรับตัวขึ้นทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาสก่อน นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว คือ มีโอกาสถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนี SET50 ที่จะประกาศในช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2564
รวมทั้งแนะนำ เก็งกำไร TISCO แนวต้านทางเทคนิค 99.75 บาท เราคาดว่าหุ้นที่จ่ายปันผลเด่นจะถูกใช้เป็นแหล่งพักเงินระยะสั้น โดย TISCO จะจ่ายปันผล 6.30 บาทหุ้น คิดเป็นผลตอบแทน 6.4% ขึ้น XD วันที่ 28 เม.ย. และคาดกำไรไตรมาส 1/64 ที่ 1,486 ล้านบาท โต 15.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 4.6% จากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากการตั้งสำรองที่ลดลง ประกอบกับรายได้ Brokerage Fee และรายได้จากการขายหน่วยลงทุนที่เร่งตัวขึ้น
ตามด้วยแนะนำ เก็งกำไร CPF แนวต้านทางเทคนิค 30.00 บาท โดยหุ้นกลุ่มอาหารปรับตัว Outperform เมื่อเทียบกับการระบาดของ COVID ระลอกแรกในปีที่ผ่านมา ดังนั้น เราประเมินว่าเป็นที่พักเงินได้เมื่อตลาดกลับมากังวลอีกครั้งต่อการแพร่ระบาดของ COVID รอบนี้
สำหรับแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 1/64 คาดกำไรทรงตัวในระดับสูง จากแรงหนุนของราคาเนื้อหมูในไทย, จีน และเวียดนามที่เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาสก่อน นอกจากนั้น เงินบาทที่อ่อนค่าล่าสุดอยู่ที่ 31.3 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยหนุน Sentiment หุ้นกลุ่มส่งออก
และแนะนำ เก็งกำไร SCGP แนวต้านทางเทคนิค 48.25 บาท โดยภาพทางเทคนิค แนวต้าน 48.25 บาท แนวรับ 46.50 บาท และ Stop loss หากต่ำกว่า 44.50 บาท โดยหุ้นกลุ่ม Packaging ได้ Sentiment หนุนจากความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID ส่งผลให้การสั่งซื้อของออนไลน์เพิ่มขึ้น

