Official Update :

SAV ทำนักลงทุนได้หุ้นไอพีโออ่วม! เปิดเทรดวันแรกราคาต่ำจอง สวนทางโบรกฯ ให้เป้า 25-29.20 บาท

วันนี้ (26 ก.ย.66) บริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAV เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดวันแรก ด้วยราคาเปิดการซื้อขายที่ระดับ 18.80 บาท ลดลงราว 1% จากราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 19 บาทต่อหุ้น ส่วนทางนักวิเคราะห์ให้กรอบราคาเป้าหมาย 25-29.20 บาท


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด เปิดเผยว่า SAV เป็นผู้ให้บริการด้านวิทยุการบินรายเดียวในกัมพูชา อยู่ในหมวดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ขณะที่ราคาเป้าหมายจากตลาดอยู่ในกรอบ 25-29.20 บาท


โดยจุดเด่น คือ การได้รับสัมปทานเพียงรายเดียวของบริการวิทยุการบินจากรัฐบาลประเทศกัมพูชา เริ่มทำสัญญาสัมปทานในปี 2544 และเริ่มนับอายุสัมปทานตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2594


ทั้งนี้คาดว่าจะมีโอกาสที่ผลประกอบการในช่วง 3 ปีนี้จะเติบโตสูงและต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของอาเซียนและจีน รวมถึงได้เตรียมความพร้อมและได้ลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรองรับการเปิดสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ 2 แห่ง ที่เสียมเรียบ ซึ่งมีกำหนดการเปิดให้บริการในปลายปีนี้ และที่กรุงพนมเปญในต้นปี 2568 ในเชิงกลยุทธ์มองว่า SAV มีโอกาสปรับตัวขึ้นเหนือราคาจองได้ และเก็งกำไร SAMART (ถือ SAV 14%)


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเมินราคาเหมาะสมที่ 25 บาท โดยประเมินกำไรปี 66 ที่ 308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อน และปี 67 ที่ 550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79% จากปีก่อน เนื่องจาก 1.รายได้ที่จะเติบโตจากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และ 2.NPM ปี 66-67 จะดีขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินในปี 67 ลดลงจากการจ่ายคืนหนี้ หลังได้รับเงินจาก IPO


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมิน SAV คาดกำไรปกติปี 66-67 เพิ่มขึ้น  59% และเพิ่มขึ้น 82% จากปีก่อนหน้า ตามลำดับ จากการฟื้นตัวในเกณฑ์ดีของตัวนักท่องเที่ยวขาเข้าสำหรับทั้งกัมพูชาและเวียดนามอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากมากกว่าครึ่งของค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุนคงที่ และภาระดอกเบี้ยที่ลดลงหลังนำเงิน IPO จ่ายคืนหนี้ ให้ราคาเหมาะสมที่ 26 บาท


ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ระบุฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรปี 66-68 จะเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 52% จาก 200 ล้านบาท ในปี 65 ขึ้นเป็น 701 ล้านบาทในปี 68 โดยมีสมมติฐานการ 1.รายได้จากการประกอบธุรกิจหลัก เนื่องจากจำนวนเที่ยวบินที่บินขึ้น-ลงในประเทศ (Domestic) และระหว่างประเทศ (International) ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น,


2.อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ซึ่งคาดว่าปี 66 – 94 จะมี gross margin อยู่ที่ 50%, 3.ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A) ซึ่งประกอบด้วยเงินเดือนพนักงานเป็นองค์ประกอบหลัก, 4.ต้นทุนทางการเงิน (Interest Expense) และ 5.อัตราภาษีจ่าย ซึ่งกำหนดให้เท่ากับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปกติที่ 20%


ขณะที่ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสดอิสระ (Discount Cash Flow) ได้มูลค่าตลาด 16,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น implied PER 40 เท่า พร้อมมองว่า SAV มีลักษณะเป็นธุรกิจผูกขาด ไม่มีคู่แข่ง มีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยประเมินราคาที่ 25 บาทต่อหุ้น


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดการเติบโตกำไรสุทธิ SAV จะเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ระดับ 25.2% ใน ช่วงปี 66-70 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของรายได้ Overflight จากการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในภูมิภาค และการเติบโตของรายได้ landing and take-off ทั้ง International และ Domestic จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในกัมพูชา รวมถึงการประหยัดต่อขนาดของกลุ่มบริษัทจะหนุนให้อัตรากำไรเพิ่มสูงขึ้นในอัตราเร่งตัว


โดยโครงสร้างทางการเงินของบริษัทจะไม่มีหนี้ หลังจาก IPO จะได้ Weighted average cost of capital (WACC) ที่ 11.5% โดยการประเมินค่าคิดลดเงินสดในปี 66 จนถึงปี 94 (ปีที่สิ้นสุดสัมปทาน) จะได้มูลค่าที่ 1.73 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 27 บาท