เช็คอนาคต BCPG ในวันที่ตุนกำลังการผลิตเต็มกำลัง
ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติกี่ครั้งหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ายังถือเป็นตัวเลือกที่นักลงทุนมองหามาโดยตลอด เพราะถือเป็นหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) สำหรับนักลงทุนเสมอมา ดังนั้นครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้หยิบยกหนึ่งในหุ้นโรงไฟฟ้าที่ครองใจนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มาเป็นข้อมูลให้กับนักลงทุน
สำหรับ BCPG ถือเป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP โดยก่อนหน้านี้ได้ประกาศแผนที่สร้างความกังวลต่อยักลงทุนไม่น้อย แต่ก็สามารถผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้ด้วยดี อย่างการการเพิ่มทุน ที่ทำให้ BCPG ได้รับเงินทั้งหมดประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้ฐานทุนของบริษัทมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นการช่วยเสริมสร้างโอกาสในการขยายการลงทุน เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
ขณะที่สิ้นปี 2563 BCPG มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 859.3 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 473.7 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีกจำนวน 385.6 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าครอบคลุมอยู่ทั้งหมด 5 ประเทศด้วยกัน ประกอบด้วย ประเทศไทย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสปป.ลาว ที่ขายไฟฟ้าให้เวียดนาม
ทั้งนี้ BCPG มีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างประกอบด้วย ประเทศไทยจำนวน 11 เมกะวัตต์ ญี่ปุ่น 75 เมกะวัตต์อินโดนีเซีย 24 เมกะวัตต์ ฟิลิปปินส์ 5.6 เมกะวัตต์ สปป.ลาว 270 เมกะวัตต์ โดยหากทั้งหมดแล้วเสร็จ จะทำให้กำลังการผลิตปี 2568 เพิ่มเป็น 3,200 ล้านหน่วยต่อปี เติบโตจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 2,100 ล้านหน่วยต่อปี
นอกจากในปี 2564 บริษัทยังมองหาโอกาสสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยวางงบลงทุนปี 2564 ไว้ที่ระดับ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเข้าซื้อกิจการ ที่สามารถรับรู้รายได้และกำไรเข้ามาทันที ตลอดจนการพัฒนาโครงการที่ดำเนินการก่อสร้างอยู่อย่างต่อเนื่อง
มุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า ยังแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 18.00 บาท โดยปรับลดกำไรสุทธิปี 2564 ลงเล็กน้อย เพื่อสะท้อนการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 3 โครงการในญี่ปุ่นที่ล่าช้ากว่าแผนได้แก่ 1.โครงการ Komagane กำลังผลิต 32 เมกะวัตต์ 2. โครงการ Yubiki กำลังผลิต 27.9 เมกะวัตต์ และ 3.โครงการ Chiba #1 กำลัง
ผลิต 27 เมกะวัตต์ (บริษัทถือหุ้นทั้ง 3 โครงการในสัดส่วน 100%) โดยบริษัทคาดว่าทั้ง 3 โครงการจะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงไตรมาส 3/64 (เดิมไตรมาส 2/64)
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการปี 2564 คาดจะมีกำไรสุทธิ 2,140 ล้านบาท เติบโต 12%จากปีก่อน โดยยังคงมีปัจจัยหนุนจาก 1.รับรู้กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในประเทศลาว จากโครงการ Nam San 38 ที่เริ่มผลิต ก.พ. 63 และ 2. การรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในประเทศเต็มปี หลังเข้าซื้อ 4โครงการในช่วงไตรมาส 3/63 กำลังผลิตรวม 20 เมกะวัตต์
สำหรับประเด็นที่น่าสนใจจากการประชุมนักวิเคราะห์ล่าสุดอยู่ที่เงินลงทุนที่บริษัทเตรียมไว้มากถึง 1.8 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อขยายการลงทุนในลักษณะการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 6 เดือนแรกของปี 64 การปรับโครงสร้างทุนและโครงสร้างทางการเงินในปี 2563 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นเพียงพอรองรับการขยายการลงทุนขนาดใหญ่ สิ้นปี 2563 บริษัทมี Net Interest baring debt อยู่ที่ 1.0 เท่า

