ตลาดหุ้นไทยเช้านี้พุ่ง 20 จุด นักวิเคราะห์ชี้! บ่ายทะยานต่อ หลังคลายกังวลดอกเบี้ยขาขึ้น
รายงานความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงปิดตลาดเช้าวันนี้ (11 ต.ค.66) ที่ 1,454 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.27 จุด โดยนักวิเคราะห์มองได้แรงหนุนจากการคลายความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่ประธานเฟดสาขาแอตแลนตาแสดงความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมา เป็นไปตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ที่ได้แรงหนุนจากผลตอบแทนตราสารหนี้สหรัฐฯที่อ่อนตัวลง ประกอบกับท่าทีของธปท.ที่ออกมาชี้อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม จึงทำให้ตลาดคลายความกังวล
สำหรับระยะสั้นคาดการณ์ว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาแตะ 1,500 จุด แต่ในช่วงที่เริ่มมีการประกาศตัวเลขผลประกอบการไตรมา 3/66 ของบริษัทจดทะเบียนที่โอกาสต่ำกว่าคาด และถูกปรับประมาณการลงก็อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนได้ โดยอาจปรับตัวลดลงมาอยู่ในแนวรับที่ 1,420 จุด
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนหรือหุ้นที่น่าสนใจ ยังคงแนะนำเป็นกลุ่มหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการยังคงเติบโตได้ดี อย่างกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้นโรงกลั่น, หุ้นโรงพยาบาล และหุ้นท่องเที่ยว
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปิดที่ 1,454.72 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.27 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.41% โดยได้แรงหนุนจากการคลายความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ที่ประธานเฟดสาขาแอตแลนตาแสดงความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพื่อให้เงินเฟ้อลดสู่เป้า 2% เนื่องจากนโยบายการเงินปัจจุบันเข้มงวดพอแล้ว
เช่นเดียวกับถ้อยแถลงของ ธปท. ในงาน Monetary Policy Forum เช้าวันนี้ที่ส่งสัญญาณถึงอัตราดอกเบี้ยนระดับปัจจุบันเหมาะสมแล้ว สอดคล้องกับบาทที่เริ่มแข็งค่าเช้านี้สู่ 36.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มองเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม Big Cap และเป็นหุ้นชี้นำตลาดในช่วงเช้า ทั้ง PTT, DELTA, BDMS และ OR
พร้อมกันนนี้ มองดัชนีตลาดหุ้นไทยภาคบ่ายมีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อไป โดยแรงหนุนจากทั้งค่าเงินบาทที่เริ่มฟื้นตัวแข็งค่า, แรงกดดันด้านดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้เป็นบวกต่อต้นทุนการเงินบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทที่มีต้นทุนทางการเงินสัดส่วนที่สูง
นอกจากนี้ การที่ดัชนี SET ปรับตัวลงมามาก ทำให้ปัจจุบันมี PE อยู่ที่ 16.38 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 18.30 เท่า ทางฝ่ายจึงมองหุ้นไทยเริ่มถูก น่าซื้อสะสม โดยเน้นประกอบกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง หรือคาดกำลังจะเผยงบไตรมาส 3/66 ที่ฟื้นตัว จะช่วยให้มีโอกาสได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของราคาท่ามกลาง Downside ที่จำกัด
สำหรับปัจจัยกดดันดัชนียังพอมีคงค้างอยู่บ้าง แต่ตลาดทยอยรับรู้ไปแล้ว เช่น ความกังวลต่อนโยบายเงินดิจิทัล ที่ยังไม่ได้ข้อสรุปและทำให้ภาคประชาชนที่รอความชัดเจนประวิงการบริโภคออกไป ทำให้กลุ่ม Spending และท่องเที่ยวอาจมีแรงขายออกมาบ้าง สำหรับคืนนี้ติดตาม PPI สหรัฐ และติดตามถ้อยแถลงของ จนท.เฟด 2 ราย ได้แก่คุณ Kashkari, คุณ Daly และคุณ Bowman หากไม่ได้ส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นผลดีต่อตลาดทุน
ทั้งนี้ ล่า ธปท. ออกมาแถลง Monetary Policy Forum ครั้งที่ 3/66 โดยชี้อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเน้นหลักการสำคัญ 3 ข้อ คือ
เริ่มที่ ทิศทางเศรษฐกิจข้างหน้า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวได้คำนึงถึงช่วงเวลาที่ส่งผ่านไปแล้ว โดยคาดระดับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันจะทำให้เห็นการฟื้นตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้การทำให้อัตราดอกเบี้ยมีการแกว่งตัวน้อย จะช่วยทำให้มีเสถียรภาพเชิงนโยบายมากกว่า
ถัดไปเป็นความจำเป็นของนโยบายการเงินต่อเศรษฐกิจมีน้อยลง อุปสงค์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจากการบริโภค และการท่องเที่ยว ทำให้นโยบายการเงินมีบทบาทต่อเศรษฐกิจน้อย
และการใช้อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานานมีต้นทุน เช่น หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว การกระตุ้นการกู้ยืมเพิ่มอาจเป็นปัญหาในระยะยาว
โดยรวมมองการแสดงความเห็นในเชิงลดบทบาทของนโยบายการเงินเป็นสัญญาณชี้ว่า นโยบายการเงินอาจเริ่มเห็นการหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำ ธนาคารกลางเองได้ชี้นำว่า ในภาพเศรษฐกิจข้างหน้าฐานที่ต่ำจะช่วยให้เห็นการเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อ
ดังนั้น ภาพรวมทางฝ่ายมอง อาจต้องเริ่มหวังกับ Real Sector ให้ค่อยๆฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากหากเครื่องยนต์อื่น อย่าง การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ ฟื้นตัวตามจะเริ่มเห็นการเร่งตัวของ GDP โดยมอง หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว จะช่วยผลักดันการลงทุน ขณะที่การเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง ก็จะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐซึ่งเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก สิ่งที่น่าจับตาใกล้ชิดในระดับมหภาค คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายการใช้จ่ายของภาครัฐ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการลงทุนของภาคเอกชน
ทั้งนี้มองหุ้นได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยเริ่มยุติวงจรขาขึ้น ประกอบไปด้วย กลุ่มอสังหาฯ SIRI, ORI, SPALI, LH, กลุ่มไฟแนนซ์ MTC, SAWAD, THANI, KTC, หุ้น Bigcap PTTEP, PTT, CPALL, BDMS, GULF และหุ้นที่มี Cost of debt สูง BTS, BEM, SIRI, ORI, CK
