เจ็บช้ำ! ถือ SCC ตั้งแต่ต้นปีทุนหายไป 11% โบรกฯ เสียงแตก แนะทั้ง “ถือ” และ “ซื้อ” ชี้ระยะสั้น ผลงานยังไม่เด่น
เมื่อพูดถึงหุ้นไทยขนาดใหญ่ที่เป็นขวัญใจมหาชน ก็ต้องมีบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เพราะต่างมองว่ามีความผันผวนที่ค่อนข้างต่ำและยังมีการจ่ายเงินปันผลให้แก่นักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่างไรก็ดีในช่วงภาวะตลาดขาลงราคาหุ้นก็มีการปรับตัวลดลงตามด้วยเช่นกัน
โดยจากการสำรวจข้อมูลความเคลื่อนไหว ทาง Wealthy Thai พบว่าตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2566) ปรับตัวลดลงกว่า 11.70% หรือกว่า 40 บาท จนราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 302 บาท แต่การปรับตัวลดลงในระดับดังกล่าวจะพอให้เป็นโอกาสได้แล้วหรือไม่นั้น เราจะพาไปดูมุมมองจากนักวิเคราะห์กัน
สำหรับบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้คำแนะนำ “ซื้อสำหรับลงทุนระยะยาว” ราคาเหมาะสมที่ 370 บาท แต่อย่างไรก็ตามในระยะสั้นหุ้นยังไม่มีปัจจัยเร่งเข้ามาสนับสนุนที่ชัดเจน และผลประกอบการครึ่งปีหลังปี 66 ยังอยู่ระดับต่ำ ในเชิงกลยุทธ์จึงมองว่ายังไม่ต้องรีบเข้าซื้อโดยอาจรอจังหวะเข้าลงทุนช่วงหุ้นอ่อนตัว
ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิในไตรมาส 3/66 จะอยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 67% แต่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกัน 10% โดยธุรกิจทั้ง 3 ถูกกดดันจากปัจจัยมหภาคที่อ่อนแอทั้งในประเทศและต่างประเทศ, รายได้เงินปันผลรับลดลงตามฤดูกาล, เข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจในฤดูฝน และอุปทานปิโตรเคมีอยู่ระดับสูง
ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/66 จะอยู่ระดับที่ไม่โดดเด่น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ, สถานการณ์ในอิสราเอลเป็นความเสี่ยงใหม่ อาจทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น, แผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมี ROC ช่วงเดือนพ.ย. และการรับรู้ค่าเสื่อมราคาจากโครงการ LSP
อย่างไรก็ดี หากมองข้ามไปปี 2567 เชื่อว่าสถานการณ์จะค่อยๆ ฟื้นตัว เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศเริ่มเห็นอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่, ภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคทยอยฟื้นตัว, การเติบโตของอุปทานปิโตรเคมี PE จะเริ่มชะลอลงตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังปี 67 และการเปิดดำเนินงานของโครงการ LSP เต็มที่ทั้งปิโตรเคมีขั้นต้น –ขั้นปลาย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต โดยบริษัทจะสามารถผลิตสินค้า HVA จากโรงงาน MOC ได้เต็มที่
ด้านบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้คำแนะนำ “ถือ” ราคาเหมาะสมที่ 300 บาท เนื่องจากกำไรสุทธิไตรมาส 3/66 ยังคงอ่อนแอ หรือที่ 3.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกัน 35% จากการรับรู้กำไรจากสต๊อกของธุรกิจปิโตรเคมี
ในขณะที่ปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า 59% ตามแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ลดลงและรายได้เงินปันผลที่น้อยลง ทั้งนี้คาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังทรงตัวต่ำในไตรมาส 4/66 ตามภาพรวมอุปสงค์ทั่วโลกที่ยังคงอ่อนแอในขณะที่ยังมีอุปทานใหม่เข้ามา
