ส่องพื้นฐานหุ้น Tesla แบรนด์แกร่ง เทคฯ ล้ำ ระยะยาวยังน่าลงทุน
รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV (Electric Vehicle) เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้ค่ายรถยนต์แบรนด์ดังต่างๆ เปิดตัวรถ EV รุ่นใหม่อย่างคึกคัก เพื่อเป็นทางเลือกในยุคที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูง ดังนั้นคอลัมน์ Wealthy Thai Global Play สัปดาห์นี้ จึงขอนำแนวโน้มการดำเนินธุรกิจของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำระดับโลกอย่าง Tesla Inc มาฝาก
โดย Tesla เป็นบริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้าชื่อดังในสหรัฐฯ ที่มีเทคโนโลยีที่นำสมัยเฉพาะตัว โดยมีทั้งรถยนต์ไฟฟ้าหลายโมเดล ตลอดจนรถ SUV ไปจนถึงรถกระบะไฟฟ้า อีกทั้งยังดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์พลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้าและแผง Solar ด้วย
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า Tesla เผยงบไตรมาส 3/66 มีรายได้อยู่ที่ 2.34 หมื่นล้านเหรียญ น้อยกว่าที่คาด แต่ยังคงเติบโต 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านกำไรต่อหุ้นหดตัว 37% มาอยู่ที่ระดับ 0.66 เหรียญต่อหุ้น ต่ำกว่าที่คาดที่ระดับ 0.74 เหรียญต่อหุ้น ด้าน Gross margin (GM) ต่ำกว่าคาดและหดตัว 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยังคงเป้าหมายการผลิตปี 2566 ที่ 1.8 ล้านคันเช่นเดิม รวมถึงเตรียมส่งมอบ Cybertruck วันที่ 30 พ.ย. 66
สำหรับงบไตรมาส 3/66 ที่ออกมาอ่อนแอเป็นผลมาจากการปรับลดราคาขายที่ส่งผลให้ Average Sale price (ASP) ลดลง ประกอบกับ GM ที่ลดลงอย่างชัดเจนอยู่ที่ 17.9% ซึ่งหากเทียบกับในปีก่อนที่ยังไม่มีการลดราคาอยู่ที่ 25.1% ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากโครงการ Cybertruck AI และ R&D อื่นๆ รวมถึงยอดส่งมอบและการผลิตที่ต่ำกว่าคาดหลังปรับปรุงโรงงาน
ส่วนระยะสั้น เรามองว่า Tesla ยังคงมีแรงกดดดันจาก 1. ภาพการแข่งขันทางด้านราคาระหว่าง Peers ในอุตสาหกรรม EV ที่ยังคงเพิ่มขึ้น, 2. ความเสี่ยงจากการควบคุมของทางการ โดยล่าสุดสหภาพยุโรปได้ต่อต้านการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ EV ในจีนซี่ง Tesla เป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลิตรถในจีนและมีการส่งออกจากจีนไปยุโรป, 3. อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงจนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่บริษัทกังวลอยู่เช่นกัน หลังกำลังประเมินปัจจัยมหภาคร่วมกับแผนการสร้างโรงงานในเม็กซิโก และ 4. แนวโน้มการปรับลดราคาขายที่ยังคงดำเนินอยู่
อย่างไรก็ดี เรามองว่าสามปัจจัยแรกเป็นปัจจัยมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อบริษัททั่วทั้งอุตสาหกรรม นอกจากนี้ถึงแม้ Tesla จะมีแรงกดดันหลายปัจจัย แต่มองว่าบริษัทยังคงมีปัจจัยที่ช่วยหนุนการฟื้นตัวของธุรกิจและเยียวยาแรงกดดันได้จาก 1. การส่งมอบ Cybentruck ที่เริ่มในไตรมาส 4/66 ซึ่งบริษัทคาดว่าจะผลิตได้ราว 250,000 คันต่อปี และกระแสเงินสดเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญราว 1 – 1 ปีครึ่ง
2.การหยุดโรงงานเพื่อ Upgraded ผ่านไปแล้ว ซึ่งจะช่วยหนุนกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นและรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ประกอบกับแผนการลดต้นทุนต่อเนื่องที่ช่วยเพิ่มราคาขายต่อหน่วย โดยในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาเยียวยาแรงกดดันจากการปรับลดราคาได้เช่นกัน และ 3. ในช่วงไตรมาส 1/67 การพัฒนา Dojo Supercomputer AI ที่จะเอาไปใช้ในระบบขับขี่อัตโนมัติที่จะมีภาพการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ระยะยาวถึงแม้จะมีแรงกดดันจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นและสงครามราคา แต่เราเชื่อว่า Tesla จะยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมและสามารถอยู่รอดในสงครามราคาได้ หลังได้ประโยชน์จากการเป็นผู้เข้าตลาด EV รายแรกๆ, 2. มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น Dojo Supercomputer, Autonomous car, แบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งสามารถ Disrupt กลุ่มรถยนต์และกลุ่มผลิตไฟฟ้าได้
3.มีระบบนิเวศน์ที่ดี โดยมีการผลิตตั้งแต่แบตเตอรี่ ไปจนถึงมีเครือข่าย Supercharger ของบริษัทที่กระจายไปทั่วโลก และ 4. มีแผนลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่อเนื่อง รวมถึงมีการจัดการกับห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากำไรในอนาคตให้เติบโตต่อเนื่อง
ในส่วนของมุมมองการลงทุน เรามองว่า Tesla ยังคงมี Downside จากปัจจัยมหภาคที่ยังคงดำเนินอยู่และแนวโน้มการปรับลดราคาขายที่อาจมากกว่าคาด ประกอบกับ Valuation ในปัจจุบันที่ค่อนข้างแพง
โดยเทรดอยู่ที่ P/E 7x เท่า ซึ่งสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่ 38.2x เท่า ด้วยภาพนี้ทำให้เรายังคงแนะนำให้รอราคาปรับตัวลงรับแรงกดดันมากกว่านี้ก่อน
แนะนำมองจังหวะการลงทุนเพื่อทยอยสะสมในช่วง 220-230 เหรียญสหรัฐฯ ที่เราคาดว่าราคาในระดับนี้จะให้ Risk Reward ที่คุ้มค่าและหวังการฟื้นตัวของธุรกิจในระยะถัดไป ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 267 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งมี Upside 6% จากราคาปัจจุบัน

