วาสนาผู้ใดหนอ? จะได้เงิน Digital Wallet 10,000 บาท โบรกฯ มองลบต่อตลาดหุ้น เหตุฉุดการเติบโต
จากกระแสข่าว Digital Wallet ล่าสุด ที่จะมีการปรับเกณฑ์การได้รับเงิน 10,000 บาทนั้น ด้วยการตัดสิทธิ์กลุ่มที่มีความพร้อมทางสังคม รายได้เดือนละ 2.5 หมื่นบาท หรือมีเงินฝากในบัญชี 1 แสนบาท รวมทั้งตัดกลุ่มที่มีความพร้อมทางสังคม รายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท หรือมีเงินฝากในบัญชี 5 แสนบาท ซึ่งนักวิเคราะห์จะมองเกณฑ์ดังกล่าวเป็นอย่างไร Wealthy Thai หาคำตอบให้แล้ว
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า ผลประชุมคณะอนุกรรมการนโยบาย Digital Wallet ล่าสุด มีขัอสรุปดังนี้ 1.จะเน้นใช้แหล่งที่มาเงินทุนจากเงินงบประมาณ โดยพิจารณาให้สิทธิ์เฉพาะกลุ่ม โดยเบื้องต้นจะเสนอ 3 แนวทาง ซึ่งงบประมาณจะลดลงเหลือ 1.6-4.9 แสนล้านบาท (เดิม 5.6 แสนล้านบาท)
โดยจ่ายเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 15-16 ล้านคน ใช้งบ 1.6 แสนล้านบาท ตัดกลุ่มที่มีความพร้อมทางสังคม รายได้เดือนละ 2.5 หมื่นบาท หรือมีเงินฝากในบัญชี 1 แสนบาท เหลือผู้รับสิทธิ์ 43 ล้านคน ใช้งบ 4.3 แสนล้านบาท ตัดกลุ่มที่มีความพร้อมทางสังคม รายได้เดือนละ 5 หมื่นบาท หรือมีเงินฝากในบัญชี 5 แสนบาท เหลือผู้รับสิทธิ์ 49 ล้านคน ใช้งบ 4.9 แสนล้านบาท
2.ขยายพื้นที่การใช้เป็นระดับอำเภอ เดิมใช้งานบริเวณ 4 กม. จากบ้าน 3.ให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้จัดทำระบบ Platform ใหม่ 4.เลื่อนกรอบเวลาใช้นโยบายเป็น เม.ย. - พ.ค. 23 และ 5.เน้นให้สามารถใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก
ทั้งนี้ประเมินเป็นบวก เพราะ ช่วยผ่อนคลายความกังวลตลาด โดยเฉพาะความกังวลการก่อหนี้เพิ่มเติมของรัฐฯที่ลดลง มีโอกาสช่วยลดแรงกดดัน Bond Yield ไทยเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง
อีกทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพ อิงการศึกษาของ Krungsri Research ที่เชื่อว่าการแจกเงินให้กับกลุ่มค่าใช้จ่ายต่อเดือนมากกว่ารายได้ คือ กลุ่มที่เป็นหนี้และรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 5.0 หมื่นบาท, กลุ่มที่ไม่เป็นหนี้และรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 1.0 หมื่นบาท ทั้ง 2 กลุ่มเป็นกลุ่มที่มีปัญหากำลังซื้อมากที่สุด การแจก 2 กลุ่มดังกล่าวจะช่วยเม็ดเงินหมุนเวียนใหม่ได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่มีปัญหาทางการเงิน
ดังนั้นสรุป ประเมินความชัดเจนนโยบายดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นและมีการปรับปรุงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยังเป็นภาพบวกต่อหุ้นที่ได้ประโยชน์ อาทิ ค้าปลีก CPALL, CPAXT, DOHOME, GLOBAL ธนาคาร KBANK เช่าซื้อ JMT, MTC ดิจิตอล BBIK, BE8, ADVANC ที่ก่อนหน้านี้ยังแทบไม่สะท้อนภาพบวกนโยบายดังกล่าว
[เป็นลบต่อตลาดหุ้น]
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีความเห็นว่า ปัจจัยดังกล่าวอาจเป็น Sentiment เชิงลบทั้งจากความคาดหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2567 มีโอกาสลดลง จากปัจจุบัน ธปท. คาด GDP ปี 2567 เติบโตได้ 4.4% และเป็น Sentiment เชิงลบต่อตลาดหุ้นที่อาจคาดหวังการเติบโตลดลงได้ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Domestic อาทิ กลุ่ม ธ.พ., ค้าปลีก, ท่องเที่ยว, ขนส่ง, อาหาร เป็นต้น
แต่ในอีกมุมอาจช่วยลดความกังวลเรื่องการกู้เงินเพิ่ม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 61.8% รวมถึงหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ระดับกว่า 90% , รวมถึงความกังวลการปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของสถาบันการเงิน หนุนให้ค่าเงินบาทในระยะถัดไปมีโอกาสชะรอการอ่อนค่าได้
อย่างไรก็ตามนักลงทุนติดตามความคืบหน้าประเด็นดิจิทัลวอลเล็ตอย่างใกล้ชิด เพราะกระแสดังกล่าวมีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น และปัจจุบันยังไม่ได้ผลสรุปที่ชัดเจน
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเป็นบวกต่อภาระงบประมาณที่ลดลง แต่ต้องแลกมาด้วยผลของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลดลงเช่นกัน ซึ่งต้องติดตามว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในรูปแบบอื่นเพิ่มเติมหรือไม่
โดยผลจากแรงกดดันของ Bond Yield ที่ลดลง และการมุ่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก มองเป็นบวกโดยตรงต่อกลุ่ม ไฟแนนซ์ อาหารเครื่องดื่ม และเป็นบวกทางอ้อมต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า ส่วนกลุ่มค้าปลีก มองเป็นกลาง จากความคาดหวังต่อการจับจ่ายใช้สอยที่น้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าไอทีและเฟอร์นิเจอร์ที่อาจไม่ได้ประโยชน์เหมือนที่คาดก่อนหน้านี้
