หุ้นไทยเข้าสู่ภาวะ “ตลาดหมี” ? โบรกฯ ชี้! ถ้าผ่านช่วงนี้ไป มีแสงสว่างรออยู่
ปัจจุบันปัจจัยกดดันจากภายนอก ทั้งความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ปรับตัวขึ้นสูง ยังคงกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก
โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ตั้งแต่ต้นปี 2566 ดัชนีปรับตัวลงมาแล้ว 16% นับว่าให้ผลตอบแทนย่ำแย่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า มีโอกาสหรือไม่ที่ตลาดหุ้นไทยจะเข้าสู่ภาวะตลาดหมี หรือ Bear Market และในสถานการณ์แบบนี้นักลงทุนควรทำอย่างไร
Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังนายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้มุมมองว่า จากช่วงต้นปีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาแล้ว 16% นับเป็นดัชนีที่ให้ผลตอบแทบแย่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ทั้งนี้ปัจจัยกดดันมาจากภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ยังเร่งตัวขึ้น หากเป็นภาพแบบนี้อาจทำให้ Earning Yield Gap ระหว่างตลาดหุ้นกับตลาดตราสารหนี้แคบลง ในเชิงกลไกก็จะเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้น
สำหรับประเด็นที่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสจะเข้าสู่ Bear Market หรือไม่นั้น หากวัดจากระดับสูงสุดในช่วง 52 สัปดาห์ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงไปแล้วประมาณ 18.5% ซึ่งในเชิงเทคนิคยังไม่เข้าสู่ Bear Market แต่บรรยากาศการลงทุนตอนนี้นักลงทุนอาจรู้สึกเหมือน Bear Market แล้ว
ทั้งนี้ หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันเริ่มผ่อนคลายลง และระยะถัดไปตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ก็มีโอกาสที่จะเห็นตลาดหุ้นไทยกลับมาฟื้นตัวได้
อย่างไรก็ตาม หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปียังปรับตัวขึ้นต่อ ก็จะเป็นปัจจัยกดดันและอาจทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงสู่ระดับ 1,350 จุด ได้ ซึ่งในเชิงเทคนิคหากปรับตัวลงต่ำกว่าระดับดังกล่าวจะถือว่าเข้าสู่ Bear Market แล้ว
“ตอนนี้ส่วนใหญ่เราโดนปัจจัยจากภายนอก หากผ่านช่วงนี้ไปได้ยังมีแสงสว่างรออยู่ในอนาคต” นายชาญชัย กล่าว
อย่างไรก็ตามประเมินกรณีที่ 1 หากสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสไม่ลุกลามไปยังประเทศอื่น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ในระดับไม่เกิน 5% บนพื้นฐานที่ต้องทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าจะไม่เกินแน่นอน มองระดับ 1,380 จุด เป็นระดับที่รับได้ และแนวต้านที่ระดับ 1,450 จุด
ขณะเดียวกันกรณีที่ 2 หากระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสไม่ลุกลาม แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเกินระดับ 5% ตลาดหุ้นไทยอาจเกิดการพักฐานได้ โดยมองโซนแนวรับถัดไปที่ 1,320-1,360 จุด
ดังนั้นคำแนะนำสำหรับนักลงทุนในภาวะตลาดหุ้นที่ยังผันผวน และต้องติดตามปัจจัยกดดันจากภายนอกอย่างใกล้ชิดนั้น มองว่านักลงทุนระยะกลางถึงยาว คือ ถือลงทุนตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป ระดับดัชนีที่ 1,380 จุด ซึ่ง Bloomberg Consensus คาดการณ์ EPS ปี 2567 ของหุ้นไทยไว้ราว 101.58 บาทต่อหุ้น จะได้ P/E ที่ระดับ 13.6 เท่า
โดยเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ของ SET Index ไปมากกว่า 1.25 SD ซึ่งมองในมุม valuation ค่อนข้างถูกมากแล้ว ดังนั้นนักลงทุนระยะกลางถึงยาว จังหวะนี้จึงเป็นจังหวะในการซื้อเพื่อถือยาว
แต่สำหรับนักลงทุนระยะสั้น ซื้อเพื่อเก็งกำไร ในภาวะที่ตลาดหุ้นยังไม่นิ่ง เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีโอกาสแตะ 5% อีกได้ ทำให้ภาพการผันผวนของตลาดในระยะสั้นยังมีอยู่ ดังนั้นหากอยากลงทุนในช่วงนี้ นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก กำหนดจุด Cut Loss ดีๆ
ส่วนของกลุ่มหุ้นแนะนำ มองกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวลงมาในรอบนี้ แต่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และแนวโน้มกำไรปี 2566-2567 ยังเติบโต เช่น หุ้นธนาคาร BBL, KBANK, KTB หุ้นค้าปลีก COM7 หุ้นไอซีที ADVANC, TRUE หุ้นอสังหา CPN หุ้นรับเหมาก่อสร้าง CK และหุ้นนิคมอุตสาหกรรม WHA ดังนั้นหากตลาดหุ้นปรับตัวลงและราคาหุ้นเหล่านี้ย่อตัวลงมา สามารถเข้าลงทุนเพื่อถือได้

