LVMH หุ้นสินค้าแบรนด์หรู ยังมีความเสี่ยง โบรกฯ แนะ “เลี่ยงลงทุน”
คอลัมน์ Wealthy Thai Global Play สัปดาห์นี้ ขอพานักลงทุนมาสำรวจแนวโน้มธุรกิจของ LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton หรือ LVMH กลุ่มบริษัทสินค้าหรูหราที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมแบรนด์ต่างๆ มากมาย เช่น Louis Vuitton, Christian Dior, Sephora, Bvlgari, Fenty Beauty โดย Rihanna และ Dom Pérignon เป็นต้น
ในสภาวะที่มีปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น จะกระทบกับความต้องการซื้อของผู้บริโภค ซึ่งมีผลต่อยอดขายสินค้ากลุ่มฟุ่มเฟือยของ LVMH หรือไม่?
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า LVMH เผยยอดขายในไตรมาส 3/66 เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 19.9 พันล้านยูโร ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่ชะลอตัวลงผลกระทบจากรายได้ในกลุ่มธุรกิจหลักอย่าง fashion และ leather ซึ่งมีแบรนด์ Dior และ Louis Vuitton ออกมาต่ำกว่าคาด และโตเพียง 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนธุรกิจไวน์และสุรารายได้ยังคงลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้รายได้แบบ Organic ในส่วนยุโรป ญี่ปุ่น และส่วนอื่นๆ ของเอเชียมีการเติบโตในระดับเลขสองหลัก
ภาพรวมรายได้ของ LVMH ในไตรมาส 3/66 ที่ออกมาสะท้อนได้ว่าธุรกิจมีแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ จาก 1) ภาพกำลังซื้อชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่การเติบโตชะลอตัวมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น 2) ภาพการฟื้นตัวในจีนยังไม่สม่ำเสมอ ประกอบกับแรงกดดันในฝั่งยุโรปยังคงมีอยู่มาก
ทำให้มองว่าแม้การเติบโตในภูมิภาคเหล่านี้จะเป็นสองหลักแต่คาดว่ายังคงไม่ได้มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจนหนุนการเติบโตได้หลังภาพรวมรายได้ทั้งกลุ่มออกมาต่ำกว่าคาดและชะลอตัว
3) ภาพความต้องการในกลุ่มสินค้าไวน์และสุราหดตัวลงเช่นกัน โดยยอดขายลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังบริษัทเผยว่าได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
และ 4) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าส่งผลกระทบเชิงลบต่องบปี 2566 ราว 4% ซึ่งบริษัทคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ต่อเนื่อง
สินค้าฟุ่มเฟือยโดนแรงกดดันทุกภูมิภาค
ในระยะสั้นมองว่าธุรกิจหลักของ LVMH ที่ภาพรวมอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยยังคงมีแรงกดดันทั่วทุกภูมิภาค โดย 1) สหรัฐฯ คาดว่าความต้องการผู้บริโภคจะยังคงชะลอตัวลงจนส่งผลกระทบต่อยอดขายต่อเนื่อง หลังแรงกดดันจากปัจจัยมหภาคยังคงดำเนินอยู่ เช่น ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ปริมาณเงินออมส่วนเกินในสหรัฐฯ เริ่มหดตัว 2) ยุโรป ถึงแม้ภาพรวมอุปสงค์จะได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวและเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง
แต่อย่างไรก็ดีมองว่าในระยะถัดไปธุรกิจในส่วนนี้ยังคงมีความเสี่ยงจากภาพปัจจัยมหภาคในยูโรโซนเช่นกัน เช่น ราคาน้ำมันที่ผันผวนซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ ประกอบกับภาพความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มฮามาสและประเทศอิสราเอล ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้
3) เอเชีย ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ช้ากว่าคาด อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายในกลุ่ม แต่อย่างไรก็ดีมองว่าผลกระทบดังกล่าวค่อนข้างจำกัด หลังภาพอุปสงค์การใช้จ่ายในจีนยังคงมีอยู่สะท้อนได้จากยอดขายในกลุ่ม E-commerce เช่น Alibaba และ JD.com
ประกอบกับการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่ทำให้คาดว่ายอดขายกลุ่มจะได้รับอานิสงส์ดีเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่มีเทศกาลวันหยุดมาก ด้วยภาพนี้ทำให้คาดว่าภาคส่วนนี้จะยังคงเป็น Bright Spot และเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่ช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าในกลุ่ม LVMH ได้ในระยะถัดไป
ระยะยาวแบรนด์ยังแข็งแกร่ง เป็นผู้นำตลาด
ส่วนในระยะยาว เชื่อว่า LVMH เป็นอีกหนึ่งในบริษัทที่มีความสามารถทางการแข่งขันมากที่สุดในกลุ่ม หลัง 1) มีความเป็นผู้นำตลาดและมีส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ ส่งผลให้บริษัทมีอำนาจในการกำหนดราคาที่แข็งแกร่ง ภาพนี้จะช่วยหนุนการอัตราการเติบโตของกลุ่มธุรกิจได้
2) กลุ่มบริษัทมีแบรนด์จำนวนมากในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ทั้งจากน้ำหอม แฟชั่น รวมถึงเครื่องประดับและนาฬิกา ทำให้บริษัทได้รับพผลประโยชน์ขนาดและความสามารถในการรองรับการขยายอัตรากำไร
3) ภาพรวมชื่อเสียงแบรนด์ในกลุ่มมีความแกร่ง รวมถึงฐานลูกค้าที่มั่นคงและกำลังซื้อมาก เช่น Celine Dior Lowe 4) สินค้าในภาพรวมอยู่ในกลุ่มสินค้าหรูหราที่มีมูลค่าเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพการขยายตัวของมาร์จิ้นดูดี
5) ฐานะทางการเงินแกร่งและภาระหนี้สินต่ำ ทำให้มีกระแสเงินสดสำหรับการลงทุนและข้อตกลงขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักของบริษัท
ทั้งนี้มุมมองการลงทุน ถึงแม้ Valuation ในปัจจุบันของ LVMH อยู่ที่ระดับ PE 22.2 เท่า จะน่าสนใจเมื่อเทียบกับระดับค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 27.7 เท่า แต่ด้วยภาพแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวลง และปัจจัยมหภาคที่กดดันต่อภาพความต้องการซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก ประกอบกับความเสี่ยงความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้มองว่าการลงทุนในระยะถัดไปยังคงมี Downside กระทบต่อราคาหุ้น LVMH
ดังนั้นจึงยังคงแนะนำ หลีกเลี่ยงการลงทุนไปก่อน จนกว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าการลงทุนในช่วงนั้นน่าจะให้ Risk–Reward ที่คุ้มค่ามากกว่าปัจจุบัน ด้าน Bloomberg ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 886.1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมี Upside 21% จากราคาปัจจุบัน

