3 หุ้นโรงพยาบาลสุดเด่น โบรกฯ ชี้เป็นกลุ่มปลอดภัย ทนต่อแรงเสียดทาน
หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลยังคงอยู่ในเรดาห์ของนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ทนต่อแรงเสียดทานของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อไทยที่อยู่ในระดับต่ำ
อีกทั้งผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี 2566 มีแนวโน้มเติบโตดีจากปัจจัยเฉพาะตัว รวมถึงจำนวนผู้ป่วยในไทยและต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น Wealthy Thai จึงพื้นฐานของ 3 หุ้นเด่นในกลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BDMS, BCH และ CHG มาฝาก
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า คาดแนวโน้มหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจะ Outperform ตลาด เนื่องจากเป็นกลุ่ม Defensive ที่ทนแรงเสียดทานได้ดี ทั้งเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อไทยที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ปัจจัยบวกระยะสั้น คาดกำไรไตรมาส 3/66 จะออกมาสวย โดยหุ้นเด่นในกลุ่ม ได้แก่ BDMS, BCH
ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) มองว่า กลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อย่าง BCH และ CHG กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังราคาหุ้นได้สะท้อนการปรับฐานรายได้บริการโควิดมามากแล้ว ทำให้มี Upside สูง ขณะที่คาดว่ารายได้จะกลับมาฟื้นตัวดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนตั้งแต่ไตรมาส 3/66 เป็นต้นไป จากจำนวนผู้ป่วยโรคทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
ส่วนแนวโน้มผลประกอบการของ BDMS นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า แนวโน้มไตรมาส 4/66 คาดยังเติบโตดีต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคนไข้ต่างชาติในเดือนต.ค. 66 ยังเห็นการเติบโตในระดับ double digit
สำหรับผลกระทบจากประเด็นเหตุการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลแม้จะดูเป็น sentiment ลบต่อการท่องเที่ยว แต่คาดจะกระทบจำกัดต่อบริษัท กรณีถ้าเหตุการณ์ไม่ได้ลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง โดย BDMS มีสัดส่วนลูกค้าตะวันออกกลางที่ 4% ของรายได้รวม ขณะที่มีลูกค้าที่มาจากอิสราเอลไม่ถึง 0.5% ภาพรวมปี 2566 เราคงประมาณการกำไรที่ 13,999 ล้านบาท เติบโต 11% จากปีก่อน
พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ที่ฟื้นตัวดี ขณะที่ 3 ปีข้างหน้ายังเติบโตต่อเนื่องตามแผนขยายโรงพยาบาล และเน้นเพิ่มรายได้จากธุรกิจ wellness รวมถึงประกัน ให้มูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2566 ที่ 37.40 บาท
ด้าน BCH นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรในไตรมาส 4/66 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจาก 1) การเติบโตต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าเงินสด ได้ผลบวกจากการเติบโตของการรักษาโรคเฉพาะทาง การกลับมาของคนไข้ต่างชาติ 2) ผลบวกจากการปรับโครงสร้างเงินทุนโรงพยาบาลเกษมราษฎร์เวียงจันทร์ ทำให้ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนตั้งแต่ในเดือนก.ย. และบริษัทมีการนำเงินไปชำระหนี้ ทำให้ดอกเบี้ยจายลดลง
3) นอกจากผลบวกจากการปรับขึ้นค่าหัวประกันสังคมตั้งแต่กลางปี ยังมีโอกาสรับรู้รายได้ภาระเสี่ยงประกันสังคมส่วนเพิ่ม และ 4) เป็นการปรับฐานรายได้เดียวกันเนื่องจากไตรมาส 4/66 รายได้เกี่ยวกับ COVID-19 ลงมาเหลือต่ำกว่า 5% เราคาดกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 1,341 ล้านบาท ลดลง 67% จากปีก่อน และจะพลิกเติบโต 30% ในปี 2567 เป็น 1,742 ล้านบาท
ทั้งนี้เรามีมุมมองเป็นบวกต่อผลประกอบการในครึ่งหลังปี 2566 ที่พลิกกลับมาเติบโตจากปีก่อน ขณะที่ 4 ปีข้างหน้า (2567-2570) คาดเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย (CAGR) 15% ตามแผนกลยุทธ์เติบโตจากทั้งสร้างโรงพยาบาลใหม่ และ M&A โดยมีแผนเพิ่มเตียงจดทะเบียนจากปัจจุบันที่ 2,254 เตียง เป็น 3,100 เตียง ภายในปี 2570 จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2567 ที่ 23.10 บาท
สำหรับ CHG นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 4/66 เบื้องต้นคาดมีกำไรสุทธิราว (Gross margin) 300 ล้านบาท โต 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 6% จากไตรมาสก่อน โดยเป็นไปตามทิศทางรายได้ และมีอัตรากำไรขั้นต้นราว 26.5% ลดลงจาก 28.6% ในไตรมาส 4/65 และ 26.7% ในไตรมาส 3/66
ดังนั้นหากกำไรสุทธิไตรมาส 3/66 และไตรมาส 4/66 เป็นไปตามที่เราคาด จะทำให้กำไรสุทธิปี 2566 อยู่ที่กำไรสุทธิ 1,135 ล้านบาท ลดลง 59% จากปีก่อน และมี downside เล็กน้อยราว 6% เนื่องจากทิศทางรายได้ไตรมาส 4/66 และ Gross margin เติบโตน้อยกว่าที่คาดเดิม
แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 4 บาท เนื่องจากมองว่า CHG มีความน่าสนใจ 1) คาดกำไรสุทธิครึ่งหลังปี 2566 กลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2) การขยายศักยภาพให้บริการทางการแพทย์ช่วยเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าและ Intensity ค่ารักษาในระยะยาว 3) คาดกำไรสุทธิปี 2567 โต 24% กลับมาเติบโตเป็นปีแรกตามทิศทางรายได้ และเริ่มเห็นอัตรากำไรฟื้นตัวจาก Economies of scale ของการใช้บริการ และมี Intensity ค่ารักษาเพิ่มขึ้น

