Official Update :

สุดปัง! Q3/66 บจ.ไทย กำไรดีเกินคาด ทะยาน 2.7 แสนล้านบาท โต 15% หุ้นพลังงานหนุน จากกำไรสต็อกน้ำมัน

จบไปแล้วสำหรับการรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 3/66 โดยพบว่า มีกำไรสุทธิกว่า 2.7แสนล้านบาท เติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าคาดการณ์ เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน จากกำไรสต็อกน้ำมันเป็นหลัก ส่วนกลุ่มที่ฉุดคือ วัสดุก่อสร้าง ซึ่งนับจากนี้ผลประกอบการบริษัทจะทะเบียนจะเป็นอย่างไร Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลว่า กำไรสุทธิของ SET INDEX ในไตรมาส 3/66 (ไม่นับรวม AOT และบริษัทอื่นๆ ที่รอเปิดเผยงบปี) อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.4% จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 2.3 แสนล้านบาท อยู่ 17% และเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมสที่ดีกว่ดกรณ์ของ Bloomberg Conesus


โดยกลุ่มที่หนุนผลประกอบการให้พลิกกลับมาโตทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ พลังงาน เช่น BCP (จากกำไรสต็อกน้ำมัน และการวัดมูลค่าสินทรัพย์จากการซื้อ ESSO), PTT (จากการเติบโตในทุกธุรกิจทั้งโรงกลั่น,ค้าปลีกน้ำมันและปิโตรเคมี) รวมถึง SPRC และ TOP ได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของ Crack Spread น้ำมันสำเร็จรูปและกำไรสต็อกน้ำมัน


ส่วนกลุ่มอื่นที่ผลประกอบการเติบโตได้ทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ 1.การแพทย์จากการเข้าสู่ High Season ที่มีโรคระบาดตามฤดูกาล 2.ค้าปลีกจาก SINGER ที่ผลประกอบการพลิกจากขาดทุน 2.4 พันล้านบาท ในไตรมาส2/66 มาเป็นกำไร 12 ล้านบาท


รวมถึง RS ที่เติบโตเด่นทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานต่ำและมีกำไรพิเศษ 3.กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จาก DELTA ที่รายได้กลุ่ม EV เติบโตดี


สำหรับกลุ่มที่ผลประกอบการลดลงทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ วัสดุก่อสร้าง, สื่อสารอาหารเครื่องดื่มท่องเที่ยวสื่อบันเทิงและยานยนต์


หากอิงหุ้นภายใต้ Coverage ของฝ่ายวิเคราะห์ที่มีการ Preview ผลประกอบการ 102 บริษัท พบว่ามี 59 บริษัท หรือ 58% ที่ออกมาตามคาด (ผิดคาดไม่เกิน 10% บวกลบ) มี 30 บริษัทหรือ 29% ที่ดีกว่าคาด และมีเพียง 13 บริษัท หรือ 13% ที่ออกมาต่ำกว่าคาด


หลังจากประกาศผลประกอบการ ไตรมาส 3/66 พบว่า EPS ของ SET INDEX ปีนี้และปีหน้า ถูกปรับลงเล็กน้อยเหลือ 84 บาท/หุ้น และ 98 บาท/หุ้น จากช่วงก่อนประกาศผลประกอบการที่ 85 บาท/หุ้น และ 99 บาท/หุ้น ตามลำดับ โดยกลุ่มที่ถูกปรับ EPS ในช่วง 4 สัปดาห์ ลงมากที่สุด คือ ปิโตรเคมีอาหารเครื่องดื่ม, สินค้าเกษตร, บันเทิง, และสื่อสาร ส่วนกลุ่มที่ถูกปรับขึ้น คือ พลังงาน, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, REIT, และการแพทย์


โดยถ้าพิจารณาจากกลุ่มอุตสาหกรรม และหุ้นรายตัวที่ถูกปรับประมาณการลงและขึ้น สะท้อนมุมมองของตลาดที่เริ่มลดความคาดหวังต่อกลุ่ม Global รวมทั้ง Growth Play แล้วสลับมาเพิ่มในกลุ่ม Defensive Play มากขึ้น


ขณะที่คาดแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/66 ชะลอตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก กลุ่มพลังงาน ที่มีโอกาสกลับมาขาดทุนจากสต็อกตามทิศทางราคาพลังงาน ที่อ่อนตัวลงแต่คาดโตสูงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานต่ำ และต้นทุนการผลิต บริการของหลายกลุ่มที่อ่อนตัวลง ตามมาตรการลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันของภาครัฐ


โดยกลุ่มที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ ธนาคารพาณิชย์ และไฟแนนซ์ จากการตั้งสำรองที่ลดลง, กลุ่มค้าปลีก จากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวลง, กลุ่มโรงไฟฟ้าจากฐานที่ต่ำในปีก่อน, และกลุ่มสื่อสารจากการแข่งขันที่ลดลง ซึ่งถ้ากำไรสุทธิไตรมาส 4/66 ทำได้เกิน 240,000 ล้านบาทขึ้นไป จะทำให้กำไรทั้งปี 2566 ขึ้นไปแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท ตามศักยภาพปกติของบริษัทจดทะเบียนไทยอีกครั้ง


อย่างไรก็ตาม ปรับประมาณการ EPS ของ SET INDEX ในปี 2566 และ 2567 ลงเหลือ 85 บาท/หุ้น (ลดลง 8% จากปีก่อน) และ 92 บาท/หุ้น (เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน) จากเดิมคาด 97 บาท/หุ้น และ104 บาท/หุ้น ตามลำดับ โดยเป็นการปรับแบบ Bottom Up ตามการปรับลดประมาณการของหุ้นรายตัวใน Yuanta Universe


ทั้งนี้เหตุผลในการปรับลดประมาณการส่วนใหญ่ มาจากการปรับลดคาดการณ์รายได้ เพื่อให้สะท้อนความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า และปรับเพิ่มต้นทุนทางการเงินตามทิศทางดอกเบี้ยในตลาดที่ยังทรงตัวในระดับสูง


ขณะที่เมื่ออิง Per Multiplier ที่เหมาะสม 16.5 เท่ากับคาดการณ์ EPS ที่ 92 บาท/หุ้น จะได้เป้าหมาย SET INDEX ณ สิ้นปี 2567 ที่ 1,520 จุด โดยคาดกรอบล่างที่ 1,300-1,430 จุด เทียบเท่าระดับ -1.0S.D. และ -0.5S.D. ตามลำดับ ส่วนกรอบบนคาดที่ 1,555-1,620 จุด เทียบเท่าค่าเฉลี่ย และ +0.25 S.D.ตามลำดับ


ดังนั้นในเชิงของกลยุทธ์การลงทุน ประเมินว่ากลุ่ม
Defensive & Dividend Play จะมีความน่าสนใจมากที่สุดในปี 2567 จากความกังวลด้าน Global Recession และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มอ่อนตัวลง


โดยมี 4 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจคือ 1.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น Digital Wallet เป็นบวกต่อ ธนาคารพาณิชย์, ค้ำปลีก,สื่อสาร


2.ความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งสหรัฐฯ-จีน, ตะวันออกกลางรัสเซีย-ยูเครนเป็นบวกต่อนิคมอุตสาหกรรมสื่อสาร 3.Yield Peak เป็นบวกต่อโรงไฟฟ้า, ไฟแนนซ์, REIT, 4. เศรษฐกิจโลกถดถอยเป็นบวกต่อ การแพทย์, โรงไฟฟ้า, REIT, สื่อสาร ส่วนหุ้นแนะนำคือ CPAXT, DOHOME, ADVANC, TRUE, SYMC, SAWAD, GPSC, BGRIM, LHHOTEL