คัดหุ้นเด่นประจำเดือนธ.ค. เมื่อจะเห็นการฟื้นตัวของ SET

ในช่วงเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นไทยบอบช้ำอย่างมาก โดยดัชนีทำจุดต่ำสุดของเดือนเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ 1,371.74 จุด และทำจุดสูงสุดของเดือนที่ 1,431.51 จุด เมื่อวันที่ 6 พ.ย.66 ก่อนจะปิดการซื้อขายของเดือนที่ระดับ 1,380.18 จุด ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ระดับ 1,381.83 จุด


หากเข้าไปสำรวจการซื้อขายของนักลงทุนในแต่ละประเภท พบว่า นักลงทุนสถาบัน บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนภายในประเทศ ต่างพาเหรดเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยในเดือนพ.ย. แต่มีเพียงนักลงทุนต่างประเทศที่ขายสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 19,379.12 ล้านบาท เท่ากับว่า ผ่านไป 11 เดือนปี 66 นักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นไทยไปแล้วกว่า 192,286.29 ล้านบาท


ขณะที่ทิศทางตลาดหุ้นในเดือน ธ.ค.66 นักวิเคราะห์มองว่าอาจจะเห็นการรีบาวด์ขึ้นมาได้ เพราะเดือนนี้มีปัจจัยสนับสนุนมากพอสมควร รวมทั้งอาจจะเห็นเม็ดเงินต่างชาติหวนกลับมาซื้อหุ้นไทย ดังนั้นโพยหุ้นประจำวันจันทร์ Wealthy Thai จึงได้รวบรวมหุ้นเด่นประจำเดือนธ.ค.66 มาฝากนักลงทุน


สะท้อนจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินกลยุทธ์การลงทุนเดือนธันวาคม 66 แนะนำ BUY & HOLD โดยกระจายการลงทุนให้หุ้นพื้นฐานดีในหลากหลาย SECTOR อย่าง TISCO, WHA, ADVANC, GULF, CPALL, PLANB, BH, PTTGC ส่วนเป้าหมายดัชนียังคาดหวังจะกลับไปแตะ 1,500 จุดปลายปี และ 1,717 ในปีหน้า


ประเด็นความเสี่ยงต่างประเทศเริ่มผ่อนคลายลง เริ่มจากอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกทยอยลดลงอย่างชัดเจน เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และมีโอกาสทยอยปรับลงตั้งแต่ต้นไตรมาสแรกของปี 2567 รวมถึงความเสี่ยงต่อ RECESSION ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ลดระดับลง อาทิ สหรัฐฯ ยุโรป ขณะที่ประเทศกลุ่มกำลังพัฒนามีความเสี่ยงน้อยอยู่แล้ว


ส่วนความเสี่ยงที่ต้องติดตาม 1. ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สงคราม อิสราเอล – ฮามาส เป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งหากมีการขยายวงกว้างไปสู่ความขัดแย้งระหว่างภูมิภาค อาจทำให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น


2.ผลกระทบของเอลนีโญที่อาจสร้าง COST PUSH INFLATION โดยค่าดัชนีชี้วัด ONI ล่าสุดอยู่ที่ 1.5 ซึ่งอยู่ใซนของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญมากขึ้นแล้ว (ONI > 0.5) และยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี 3.มูลค่าซื้อขายเบาบาง พร้อมกับปริมาณการ Short Sell หุ้นไทยที่ยังสูงอยู่กดดันตลาดหุ้นผันผวนช่วงสั้น


กลับมาที่ภาพรวม SET INDEX ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (ก.ย. – พ.ย. 66) ปรับตัวลดลงเกิน 10% ซึ่งเป็นการลดลงลึกมากจนมีระดับ PECENTILE สูงกว่า 90% เมื่อเทียบกับข้อมูลที่มีทั้งหมดใน 48 ปีที่ผ่านมา


แต่ฝ่ายวิจัยฯ เชื่อว่า SET จะฟื้นตัวได้จากหลาย ปัจจัยเฉพาะตัวหนุน 1.รัฐบาลใหม่ทยอยออกนโยบายกระตุ้น เศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง


2.เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 66 ถึงครึ่งแรกปี 67 เติบโตเป็นขั้นบันได ซึ่งมีตัวเร่งเศรษฐกิจ คือ ภาคการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐฯ การส่งออก และการบริโภคในประเทศ และ 3. EPS Growth 2567 เติบโต DOUBLE DIGIT 12.6% อยู่ที่ 99.8 บาท/หุ้น ตั้งดัชนีเป้าหมายไว้ที่ 1,717 จุด มี Upside อีก มากพอสมควร


ในส่วนของ Fund Flow คาดได้แรงกระตุ้นจากเม็ดเงินลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ ทั้งส่วนของ THAIESG ที่คาดเข้ามาหนุนในช่วงที่เหลือของปีราว 1 – 2 หมื่นล้านบาท และช่วงต้นปีหน้าตลาดหลักทรัพย์จะมีการจัดทำดัชนี SET50FF และ SET100FF ทำให้หุ้นสถาบันฯ ต้องมีการออกกองทุนใหม่อิงกับดัชนีนี้


ส่วนของ Flow ต่างชาติมีโอกาสไหลเข้ามากขึ้น ในภาวะสิ้นสุดดอกเบี้ยขาขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่า หรือค่าเงินบาท พลิกกลับมาแข็งค่าได้ รวมถึงเงินบาทน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังดุลการค้าดีกว่าคาด หนุนให้ FUND FLOW ค่อยทยอยไหลกลับมาในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีและในปีหน้าได้ พร้อมกับต่างชาติได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินเดือนธันวาคม มองแนวโน้มดัชนี SET เป็นกลางถึงบวกเล็กน้อย โดยคาดว่าตลาดอาจจะ rebound ได้บ้างท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งของไทยและสหรัฐยังคงลดลงอีก


อีกทั้งมีความชัดเจนมากขึ้น เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นการบริโภค (ไม่รวม digital wallet) ซึ่งรัฐบาลกำลังผลักดันอยู่ ซึ่งได้แก่ มาตรการ e-Refund เพื่อกระตุ้นการบริโภคของชนชั้นกลางที่ไม่เข้าเกณฑ์ได้รับเงิน digital wallet, การขึ้นเงินเดือนข้าราชการใหม่ และข้อเสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ จากการออกกองทุน TESG ที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงการทำ window dressing ในช่วงสิ้นปี 2566


สำหรับกลยุทธ์การซื้อขาย และคัดหุ้นในเดือนนี้ มองว่าดัชนี SET มี upside ไม่มากนักในเดือนธันวาคม ดังนั้นจึงแนะนำให้นักลงทุนยังคงใช้ธีมการซื้อขายหุ้นแบบ bottom-up มากกว่ากุล่ม big caps ตามปกติ


โดยกลุ่มแรกที่แนะนำคือหุ้นในกลุ่มสินค้าที่เรียกว่า consumer discretionary ซึ่งจะได้อานิสงส์โดยตรงจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่กำลังจะเริ่มมีผลอย่างเช่น e-Refund ซึ่งในกลุ่มนี้ชอบ CPN, GLOBAL และ HMPRO


ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่มีประเด็นฟื้นตัวในกลุ่มอาหาร ซึ่งคาดว่ากำไรจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 โดยในกลุ่มนี้ยังคงเก็บ RBF และ TU ไว้ในพอร์ต


หุ้นรายเดือน กลุ่มที่สามคือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งยอดขายที่ดินมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 4/66 ประกอบกับยังมีกระแสข่าวบวกจาก FDI ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศจีน โดยในกลุ่มนี้เลือก AMATA และ WHA


Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us