ความหวังยังมี? ...ซานต้าแรลลี่ จะช่วยหนุนหุ้นไทยปลายปีนี้
ในช่วงปลายเดือนธันวาคมของทุกปี ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีอีเว้นท์ที่ต้องจับตามองอีกหนึ่งเหตุการณ์หรือก็คือ “ซานต้า แรลลี่ (Santa Claus Rally)” ที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นใน 7 วันทำการ ระหว่างหลังวันคริสต์มาสถึงหลังวันปีใหม่
แต่อย่างที่นักลงทุนทราบกันที่ดีว่า “ตลาดหุ้นไทย” ในปีนี้ ความเคลื่อนไหวของดัชนีที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ด้วยปัจจัยลบต่างๆเข้ามากดดัน ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ซานต้า แรลลี่ ที่เป็นดั่งความหวังของตลาดหุ้น จะมีโอกาสเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยและพยุงให้ผ่านพ้นปี 2566 ไปได้หรือไม่
ฉะนั้น เราจะลองไปดูมุมมองของนักวิเคราะห์กันว่าจะเป็นเช่นไร เริ่มกันที่นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ได้ให้ความคิดเห็นว่า ในปีนี้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะเกิดซานต้า แรลลี่ขึ้น มีปัจจัยสำคัญเป็นตัวผลักดันอย่าง "กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน" หรือ กองทุนรวม TESG
โดยกองทุนดังกล่าวเตรียมที่จะเปิดขายในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินจากนักลงทุนไหลเข้ามายังกองทุน TESG ได้ตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนไปจนถึงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ซึ่งจะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าตลาดหุ้นไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
พร้อมกันนี้ ยังมีปัจจัยภายในประเทศอย่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ E-Receipt ของภาครัฐที่จะเข้ามาสร้าง sentiment เชิงบวกต่อภาคการบริโภครวมไปถึงตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน ขณะที่ปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่จะคงตัวเลขไว้ ก็จะช่วยผ่อนคลายบรรยากาศการลงทุนนักลงทุนต่างชาติได้
ทั้งนี้ ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะยืนเหนือ 1,400 จุด ได้ในช่วงสิ้นปีนี้ และธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ประกอบไปด้วย หุ้นขนาดใหญ่ที่การเติบโตกำไรดี ราคาไม่แพง และรับธีม TESG คือ WHA, KCE, CPN, CRC, CPALL และหุ้นที่ไม่สนใจเม็ดเงินกองทุนอย่าง หุ้นขนาดกลางเล็ก ที่มีพื้นฐานดี คือ MASTER, COCOCO และหุ้นเทิร์นอะราวด์ SINGER
ด้าน นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ก็ได้ให้มุมมองว่า หุ้นไทยในปีนี้มีโอกาสที่จะเกิดซานต้า แรลลี่เช่นเดียวกันขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขายกองทุนรวม TESG ที่จะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าหุ้นไทยได้โดยตรง
โดยสิทธิการหักลดหย่อนภาษีของ TESG สูงสุดที่ 100,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่ไม่สูงเท่า SSF และ RMF แต่นโยบายลงทุนหลักที่ลงทุนในหุ้นไทย ESG เป็นหลัก จึงเป็นตัวพยุงตลาด และประกอบกับปัจจัยในประเทศอย่างกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เริ่มกลับมามีทิศทางที่สดใสมากขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. จะสร้าง sentiment การลงทุนได้

