นายกฯ ยันตลาดหุ้นไทยพื้นฐานแกร่ง ชี้กองทุน TESG ดึงเงินเข้าตลาดทุน 1 หมื่นลบ. รัฐบาลเล็งขายกรีนบอนด์ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรี หุ้นไทยลงเป็นไปตามปัจจัยภายในและนอก แต่เชื่อปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังแข็งแกร่ง-ยืดหยุ่นสูง มองกองทุน TESG จะดึงเม็ดเข้าตลาดทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากผู้ลงทุนอายุ 30-60 ปี ไม่น้อยกว่า 1 แสนบัญชี พร้อมชู 3 แนวทาง เสริมสร้างจุดแข็งตลาดทุน
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลยังคงเห็นถึงความสำคัญของตลาดทุนไทยและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทย แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับตัวลดลงจากปัจจัยภายนอกและภายใน แต่ยังเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานยังคงมีความแข็งแกร่งในระยะยาวและยืดหยุ่นสูงทั้งมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหุ้นที่ไทยติดอันดับ 27 ของโลก และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน
โดยเพื่อเป็นการยกระดับและพัฒนาตลาดทุนควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ล่าสุดก็ได้มีการเห็นชอบมาตรการสนับสนุนต่อผู้ระดมทุน และโอกาสทางธุรกิจสู่ความยั่งยืน อย่างการอนุมัติการออกทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน หรือกองทุน TESG ซึ่งคาดว่าจะดึงเม็ดเงินเข้าตลาดทุนได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท จากผู้ลงทุนที่อายุตั้งแต่ 30-60 ปี ไม่น้อยกว่า 100,000 บัญชี พร้อมกับเชื่อว่าจะมีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาให้ความสนใจการลงทุนแบบยั่งยืนมากขึ้น ด้านของผู้ระดมทุนเชื่อว่าจะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเข้าร่วมกว่า 16 บลจ. มีการออกกองทุน TESG กว่า 25 กองทุน
พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างการลดอุปสรรคและขั้นตอนบางอย่างลง อย่างความเหลื่อมล้ำทางภาษี ที่จะส่งผลให้การแข่งขันมีความเท่าเทียมยิ่งขึ้น, ลดภาระแก่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ออกและเสนอขายตลอดจนถึงผู้ลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล รวมไปถึงจะสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการระดมทุน ผ่าน investment token เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลมี 3 แนวทางที่จะนำเข้ามาเสริมสร้างจุดแข็งของตลาดทุนไทยอย่างแรก การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านการผลักดันให้ตลาดทุนไทย เป็น investment destination ของภูมิภาค ซึ่งจะเพิ่มการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยรัฐบาล จะเดินหน้าเร่งเจรจา และขยาย Free Trade Agreement (FTA) เปิดตลาดใหม่ ๆ และสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ เช่น ยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา รวมไปถึงการนำเสนอข้อมูลการลงทุนของตลาดหุ้นไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ
ถัดมาแนวทางการ shift focus สู่ความยั่งยืน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมกับเป้าหมายของประเทศไทย ด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2608 ในการดำเนินการสู่ความยั่งยืนนี้ รัฐบาลจะดำเนินการส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยพัฒนากลไกให้ภาคธุรกิจ มีเงินทุนเพียงพอ ในการเปลี่ยนผ่าน สู่ธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้ธุรกิจขนาดเล็ก เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมีเงินทุนเพื่อปรับตัวให้พร้อมรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมต่อไป
พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะดำเนินการผลักดัน นโยบายการกระตุ้นตลาดตราสารหนี้ โดยรัฐบาลจะมีการระดมทุนและจัดหานโยบายการจัดหาเงินทุนผ่านกลไกการเงินสีเขียว ซึ่งได้ตั้งเป้าการออกและเสนอขายกรีน บอนด์ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสิ่งแวดล้อม
สุดท้ายแนวทางที่สาม ด้วยการสนับสนุนการระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล SMEs และ Startups เพื่อให้มีเงินเพียงพอในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตและขยายสู่ตลาดโลกโดยด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ภาครัฐและเอกชนจะลงทุนร่วมกันในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้าน SMEs / Startups ภาครัฐจะมีการพัฒนากลไกช่วยเหลือ SMEs / Startups อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดหาเงินทุน ตลอดจนการเปิดตลาด
