คัด 6 หุ้นใหญ่เด่นสุด เป็นจังหวะเหมาะลงทุนแบบ DCA

แม้ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง จนดัชนีปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 1,400 จุด ทำให้นักลงทุนระยะสั้นต้องเทรดด้วยความระมัดระวังและติดตามสถานการณ์การข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบอย่างใกล้ชิด


แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาว การปรับตัวลงของดัชนีอาจเป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการเติบโตดี ในช่วงที่ราคาปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการลงทุนแบบ Dollar-Cost-Average (DCA) ซึ่งเป็นการลงทุนแบบสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มปริมาณสินทรัพย์ และคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาว


วันนี้ Wealthy Thai จึงมี 6 หุ้นใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และนักวิเคราะห์มองว่าเป็นจังหวะที่ดีที่สุดในการเข้าลงทุนแบบ DCA มาฝาก


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่า  SET มีโอกาสฟื้นตัว หลังปรับตัวลงแรงก่อนหน้านี้ และคาดหวังมีเม็ดเงินลงทุนในกองทุน TESG ทยอยเข้ามาช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดหุ้นไทย กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้นักลงทุนระยะยาวเริ่มลงทุนแบบ DCA


เพราะมองว่าเป็นจังหวะที่ดีที่สุด หลัง SET ปรับลงแรงจนความเสี่ยงลดลงไปมากและราคาหุ้นอยู่ในระดับ Undervalue มาก โดยเลือก BBL BDMS BEM CPALL PTT และ SCC ซึ่งเป็นหุ้น SET100 ซึ่งเป็นผู้นำในแต่ละอุตสาหกรรม, มี ESG Rating ระดับ AAA/AA, Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี และผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง


ในส่วนของแนวโน้มการเติบโต Wealthy Thai ได้รวบรวมมาให้แล้ว โดยเริ่มที่ BBL นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ยังคงเลือก BBL เป็น Top Pick ของกลุ่มธนาคารคู่กับ KTB


เพราะได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น, มีความเป็นผู้นำด้านสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งจะได้อานิสงส์โดยตรงจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น รวมถึงมีความแข็งแกร่งในเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ และความเพียงพอของสำรองมากสุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ พร้อมคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ที่ 4.49 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 220 บาท


ถัดมา BDMS นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/66 ที่คาดเติบโตดีต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคงประมาณการกำไรปี 2566 ที่ 1.39 หมื่นล้านบาท เติบโต 11% จากปีก่อน รับผลบวกจากการเปิดประเทศ และแผนในการขยายธุรกิจต่อเนื่อง ขณะที่ราคาหุ้นปรับลดลงสวนทางผลประกอบการที่เติบโตดี จึงเป็นจังหวะในการเข้าลงทุน คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 35.30 บาท


BEM นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่าชอบ BEM เพราะผลประกอบการมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง คาดกำไรสุทธิปี 2566-2567 ที่ 3.32 พันล้านบาท โต 36% และ 4.08 พันล้านบาท โต 23% ตามลำดับ


รวมถึงลุ้นเซ็นสัญญาโครงการ รฟฟ.สายสีส้ม เมื่อคดีในศาลเป็นที่สิ้นสุด (เหลือ 2 คดีในศาลปกครองและศาลอาญา ซึ่งทั้ง 2 คดีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นบวกต่อการเดินหน้าเซ็นสัญญาของ BEM) และมีโอกาสจากโครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น Double deck, รฟฟ.สายสีม่วงใต้, รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการทางพิเศษต่างๆ เป็นต้น ฝ่ายวิเคราะห์คาดเงินปันผลจ่ายปีนี้ที่ 0.10 บาท คิดเป็น Div yield 1.2% จึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 10.80 บาท


CPALL นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มไตรมาส 4/66  จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก Low base ค่าใช้จ่ายพนักงาน และคาดกำไรปี 2566 ที่ 1.69 หมื่นล้านบาท โต 27.97%


ขณะที่แนวโน้มปี 2567 คาดกําไรปกติยังโตได้ 19% หนุนจากทั้ง 3 ธุรกิจ ที่คาดว่า SSSG จะยังเป็นบวกต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการการตุ้นการบริโภคภาครัฐทั้งโครงการ Digital Wallet และ E-refund จะช่วยกระตุ้นกําลังซื้อในประเทศ รวมถึงค่าไฟที่ปรับลงและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงของ CPAXT จึงแนะนำ ซื้อ และคงราคาเป้าหมายที่ 77 บาท


PTT นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองบวกต่อ PTT มากขึ้น พร้อมปรับราคาเหมาะสมเป็น 41 บาท และเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ”


โดยมองว่าหุ้นเป็นตัวเลือกลงทุน 12 เดือนข้างหน้าที่น่าสนใจ เพราะโมเมนตัมการเติบโตธุรกิจก๊าซเด่นกว่าธุรกิจของคู่แข่ง, เป็นหุ้นพลังงานที่ผลประกอบการมีเสถียรภาพสูง, ฐานะการเงินมั่นคง, จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และระยะยาวมี Upside จากความสำเร็จของธุรกิจใหม่ ขณะที่ระยะสั้นมี Catalyst จากเม็ดเงินกองทุน TESG และเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 2566 คาดที่ 1.10 บาท คิดเป็น Div yield 3.1%


และสุดท้าย SCC นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คงคาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 4/66 ราว 2 พันล้านบาท โต 99% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ฐานต่ำ) จากการฟื้นตัวของดีมานด์ในทุกกลุ่มธุรกิจ (ผลกระทบนโยบาย zero-covid ของจีนลดลงและต้นทุนพลังงานลดลง) แต่กำไรลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า เพราะธุรกิจปิโตรเคมีปิดซ่อมตามแผนและลด run จาก spread อยู่ในระดับต่ำ


อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 360 บาท มองระยะสั้นยังขาด catalyst จากแนวโน้มกำไรครึ่งหลังปีนี้ที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการลดลงต่อเนื่องในไตรมาส 3-4/66


สามารถรอดูการฟื้นของ spread ปิโตรเคมีและแผนการ COD โครงการ LSP ในช่วงไตรมาส 4/66-1/67 ค่อยเก็งกำไรการฟื้นตัวของปี 2567-2568 ที่การ oversupply ของปิโตรเคมีลดน้อยลงและโรง LSP ผลิตเพิ่มขึ้นตามการฟื้นของดีมานด์


Most Viewed
Fun of Funds
“UGFT” กระจายลงทุนทั่วโลก… ตอบโจทย์ “การสร้างความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
Where to put your money
“การตึ๊ง” เป็นศิลปะ... ในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนของ “ผู้ที่มีรายได้น้อย” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Sustainability
“การลงทุน” เพื่อรับมือกับ “Climate Risk”… คือ “การลงทุนเพื่อปกป้องมูลค่าของธุรกิจ” !!!
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
กรณีศึกษา: เรื่องต่อไปที่ “เนเน่” ต้องตัดสินใจ !!!
เมื่อ อีก 20 ชั่วโมง
Fun of Funds
“บลจ.” 1H26 “สุดปัง” กำไรพุ่ง +30.83%... “บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์” แชมป์กำไรโตสุด +1,150.34% “บลจ.เอ็กซ์สปริง” ขาดทุนเพิ่มมากสุด -368.01% “บลจ.กสิกรไทย” แชมป์กำไรมากสุด 1.8 พันลบ. !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us