RATCH ตั้งเป้า EBITDA ปี 67 โต 5% อัดเงินลงทุน 1.5 หมื่นลบ.ขยายธุรกิจ แย้มปีนี้จ่อปิดดีลซื้อโรงไฟฟ้า ตปท. 2 โครงการ
RATCH ตั้งเป้า EBITDA ปี 2567 โต 5% จากปีนี้ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท หลังรับรู้รายได้โครงการลงทุนก่อนหน้าและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพิ่ม พร้อมทุ่มงบลงทุนปีหน้า 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการเดิมและลงทุนโครงการใหม่ พร้อมจ่อปิดดีลซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนต่างประเทศในปีนี้อีก 2 ราย
นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้า EBITDA ปี 2567 เติบโต 5% จากปีนี้คาดการณ์จะอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท ตามการรับรู้รายได้จากโครงการที่บริษัทได้เข้าลงทุนไปในปี 2566 จำนวน 3 โครงการ ซึ่งจะสร้างรายได้เข้ามาราว 2-3 พันล้านบาท
อีกทั้งโครงการที่จะเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในปี 2567 จำนวน 11 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าจำนวน 9 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุน 459 เมกะวัตต์ และอีก 2 โครง เป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ซึ่งจาก 11 โครงการจะช่วยสร้างรายได้ราว 1.5 พันล้านบาท
ด้านงบลงทุนปี 2567 บริษัทวางไว้ 1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ลงทุนโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาและก่อสร้างราว 7-8 พันล้านบาท หรือ 50% โดยในปัจจุบัน มีโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างให้แล้วเสร็จและเดินเครื่องได้ทันกำหนดเวลาตามที่สัญญาระบุไว้ โดยมีกำลังผลิตตามสัดส่วนลงทุนรวม 2,918 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2567 – 2576
ส่วนที่เหลือจะใช้รองรับการลงทุนในรูปแบบของการพัฒนาเอง (กรีนฟิลด์) และการเข้าซื้อกิจการหรือโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในต่างประเทศ สอดคล้องไปกับเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ไม่ต่ำกว่า 700 เมกะวัตต์ ซึ่งหากมีโครงการที่น่าสนใจมากกว่าวงเงินที่วางไว้ บริษัทก็อาจจะมีการพิจารณาเพิ่มวงเงินในการลงทุนเพิ่มเติม และมั่นใจว่ากระแสเงินจะสามารถรองรับการลงทุนได้
ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทได้อยู่ระหว่างเจรจาขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในต่างประเทศจำนวน 2 โครงการ ซึ่งคาดหวังว่าจะสามารถได้ข้อสรุปทันภายในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยแนวทางดังกล่าว จะทำให้บริษัทมีกระแสเงินสด พร้อมกับรายได้สม่ำเสมอและมั่นคงยิ่งขึ้น
สำหรับธุรกิจในพลังงานในต่างประเทศออสเตรเลีย ป็นฐานธุรกิจด้านพลังงานทดแทนที่สำคัญ บริษัทเล็งเห็นศักยภาพและโอกาสที่จะขยายการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเสริมความเชื่อถือและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงที่ออสเตรเลียกำลังจะเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593
โดยบริษัทได้ศึกษาเพื่อพัฒนาโครงการที่จะสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพมาก โดยมีแนวคิดยกระดับสินทรัพย์โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเพื่อให้บริการผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาและคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 152 เมกะวัตต์ ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน 81 เมกะวัตต์ ในรัฐนิวส์เซาท์เวลส์ ศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการพลังงานลมขนาดใหญ่ ประมาณ 120 เมกะวัตต์ ในรัฐควีนส์แลนด์ ตลอดจนการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานขนาด 100 เมกะวัตต์ เพื่อกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิตพลังงานทดแทนและจำหน่ายผ่านระบบสายส่ง
ส่วนเวียดนาม บริษัทได้ศึกษาศักยภาพและโอกาสการลงทุนจากจากแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 8 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตถึง 150 กิกะวัตต์ โดย 40% จะเป็นพลังงานทดแทน ปัจจุบัน บริษัทได้ดำเนินการผ่านบริษัทร่วมทุนในการขยายฐานธุรกิจโดยมีการศึกษาและพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม อีกทั้งยังมีแผนที่จะเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้วเช่นกัน
สำหรับฟิลิปปินส์ บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เนโกรส ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2567 โครงการพลังงานลมนอกชายฝั่ง ในอ่าวซานมิเกล
และโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งลูเซียน่า บนเกาะลูซอน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างได้ในปี 2568 บริษัทเชื่อมั่นว่า แผนงานดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนสร้างสรรค์ประโยชน์สู่สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
