โบรกเกอร์ ชี้หากยกเลิก “โปรแกรมเทรด” อาจฉุดวอลุ่มซื้อขาย เหลือแค่ 1 หมื่นลบ. แถมบริษัทหลักทรัพย์อาจถึงขั้น “เจ๊ง”
ในเรื่องของ Program Trading ยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง อีกฝ่ายก็บอกว่าควรยกเลิก แต่อีกฝ่ายก็บอกว่า ควรให้อยู่ต่อเพราะ ถือเป็นธุรกรรมที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในทั่วโลก
แต่ในอีกมุมหนึ่งของการเรียกร้อง คือ ความเท่าเทียมระหว่างนักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างประเทศ เพราะมีกระแสออกมาอย่างหนาหูว่า หากนักลงทุนไทยจะใช้เครื่องมือนี้ ต้องเสียค่าฟี หรือที่เรียกกันว่า “คอมมิชชั่น” แก่โบรกเกอร์ในระดับที่สูงกว่านักลงทุนต่างชาติ
กระแสดังกล่าวร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง หลังจาก นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และในอดีตเคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังพ้นตำแหน่งได้เป็นกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อีกด้วย
ซึ่งก่อนหน้านี้ได้โพสน์เฟซบุ๊ก ในข้อความเพียงสั้นๆ ว่า “เลิก Program Trading... จะดี” และมีคอมเมนท์แสดงความคิดเห็นกันเข้ามาอย่างคับคั่ง ซึ่งเป็นไปในทิศทางสนับสนุนเรื่องนี้อีกด้วย
เช่นเดียวกันกับ มาดาม หลุยส์ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทรทัน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TRITN ได้โพสน์เฟซบุ๊กเช่นกัน ได้ระบุว่า “ทำไมของที่ทำง่ายๆ เช่น การกำหนด Short sale แบบ อัพติ๊ก หรือหยุด program trade ทำไมมันถึง ทำยากทำเย็นเหลือเกิน ทนไม่ได้จนต้อง พยายาม เขียน ไทยเอง”
แต่ในมุมมองนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง ระบุว่า ได้ออกมาเผยแพร่ความเห็นเกี่ยวกับประเด็น “Program Trading” ไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยระบุว่า Program Trading ความหมายกว้าง ซึ่งจะรวมทั้ง Robot , Software ในการ trade หรือ การใช้ Algorithm ในการซื้อขาย ถ้าจะยกเลิกคงยกเลิกบางระบบ ที่ก่อให้เกิดปัญหา ไม่ใช่ทั้งหมด
ส่วนผลบวก คงไม่มีหรอก เพราะ การใช้โปรแกรม ทำให้ปริมาณการซื้อขายของตลาดมันสม่ำเสมอ แต่ถ้าไม่มีเวลาตลาดขาลง Volume จะหายไปเลย อาจเหลือ 1 หมื่นล้านบาท/วัน หรือต่ำกว่า
ธุรกิจที่ถูกกระทบตรงๆ คือ โบรกเกอร์ จาก 2 เหตุผล 1.ปริมาณซื้อขายตลาดจะลดลง (สูงสุด คือ 30%) 2.เวลาตลาดไม่ดี Volume จะหายไปเลย อาจทำให้โบรกเกอร์ที่มีรายได้จากการซื้อขายของรายย่อยมาก เจ๊งได้
เรื่องการทำราคาหุ้นโดยรายใหญ่ ดูจากที่เค้าออกมาตรการตอนนี้ เค้าจะออกเกณฑ์ คุมการทำราคาหุ้นด้วย ดังนั้น คาดว่าหุ้นที่ถูกปั่นโดยรายใหญ่ จะหายไปด้วยเหมือนกัน
แต่อย่างไรก็ตาม Wealthy Thai เชื่อว่า ประเด็นนี้ยังคงต้องถกเถียงกันอีกยาวไกล และเชื่อว่าจะไม่ได้จบกันง่ายๆ ในระยะเวลาอันใกล้นี้ เพราะต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งด้านลบ และด้านบวก แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน เชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องคำนึงถึง “นักลงทุนรายย่อยไทย” อย่างแน่นอน
