Official Update :

ผ่าอนาคต 5 บริษัท “ปั๊มน้ำมัน” รายใหญ่ ในตลาดหุ้นไทย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในแวดวงปั๊มน้ำมันล่าสุด บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ประกาศเสร็จสิ้นการทำธุรกรรมกับ Chevron Asia Pacific Holdings Limited (CAPHL) ในการเข้าซื้อธุรกิจการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้แบรนด์ “คาลเท็กซ์”


โดย SPRC จะยังคงจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพภายใต้แบรนด์ คาลเท็กซ์® และ เทครอน ดังนั้นในปี 2567 ทิศทางบริษัทที่ดำเนินธุรกิจปั๊มน้ำมันของไทยจะเป็นอย่างไร Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


อย่างไรก็ตามในประเด็น SPRC ซื้อธุรกิจการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้แบรนด์ “คาลเท็กซ์” ผู้บริหารระดับสูงอย่าง นายชาแชงค์ นานาวาติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการพาณิชย์ กล่าวว่า SPRC มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ คาลเท็กซ์ เทครอน ผ่านสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ประมาณ 450 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยพันธมิตรทางธุรกิจมืออาชีพ


การเข้าซื้อธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงในครั้งนี้ยังรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อันได้แก่ สัดส่วนการถือครองหุ้น 9.91% ในบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด สัดส่วนการถือหุ้น 2.51% ในบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) การลงทุนในบริษัทเอกชนที่ถือครองที่ดินแปลงที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และคลังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา และสุราษฎร์ธานีด้วย


SPRC ซื้อ “คาลเท็กซ์” ดันกำไรเพิ่ม

ขณะที่มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเป็นบวกจากการลงทุนครั้งนี้ เนื่องจากการขยายธุรกิจจากโรงกลั่นมาเป็นผู้ดำเนินการขายปลีกน้ำมันด้วยตัวเอง จากเดิมปัจจุบันบริษัทได้มีการขายน้ำมันจากโรงกลั่นให้ Chevron อยู่แล้วในสัดส่วนประมาณ 40% ซึ่งจะหนุนให้กำไรสูงขึ้นโดยคาดจะเป็นส่วนเพิ่มกำไรให้ SPRC ประมาณ 10-15%


ทั้งนี้ทางฝ่ายจะมีการปรับประมาณกำไรทั้งปีเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังประชุมนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ดีลครั้งนี้ถือเป็นอัพไซด์ของกำไรปี 67 รวมถึงช่วยลดความผันผวนของกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นอย่างเดียวไปในระยะยาว จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 10.50 บาท


OR ปี 67 คาดกำไร 1.21 หมื่นล้านบาท

ขณะที่เจ้าตลาดอย่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่ในช่วง 9 เดือนปี 2566 ยังคงสามารถรักษาการเป็นผู้นำตลาดน้ำมันและผลิตภัณฑ์หล่อลื่น PTT Lubricants เป็นอันดับหนึ่งในประเทศ โดยสิ้นไตรมาส 3/66 มีสถานีบริการน้ำมัน 2,203 แห่ง และ 9 เดือนปี 66 มีปริมาณการขายธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน 9,357 ล้านลิตร


ในมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายที่ 22.00 บาท โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 66 ที่ 1.36 หมื่นล้านบาท และปี 67 ที่ 1.21 หมื่นล้านบาท สูงขึ้นจาก 1.01 หมื่นล้านบาทในปี 65


โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ คือ 1.กำไรขั้นต้นเฉลี่ยจะสูงขึ้นในช่วง 0.93 - 1.04 บาทต่อลิตร เทียบกับ 0.98 บาทต่อลิตร ในปี  65 2.ปริมาณยอดขายน้ำมันในประเทศจะอยู่ในช่วง 2.79-2.92 หมื่นล้านลิตร สูงขึ้นจาก 2.68 หมื่นล้านลิตรในปี 65


3.รายได้ธุรกิจ Lifestyle จะอยู่ในช่วง 2.23-2.36 หมื่นล้านบาท เทียบกับ 2.11 หมื่นล้านบาท และ 4.ปริมาณยอดขายน้ำมันในต่างประเทศจะอยู่ในช่วง 1.76-1.85 พันล้านลิตร สูงขึ้นจาก 1.50 พันล้านลิตรในปี 65


นอกจากนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 4/66 จะยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้อาจจะลดลงจากไตรมาสก่อน เพราะฐานที่สูง เนื่องจากกำไรที่สูงขึ้นของธุรกิจ Mobility ในขณะที่ธุรกิจ Lifestyle น่าจะเห็นรายได้ที่สูงขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล ในขณะที่ความเสี่ยงด้านนโยบาย (regulatory risk) น่าจะจำกัดหลังจากราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงมาก่อนหน้านี้ อีกทั้งสถานะกองทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งตอนต้นปี 66 อยู่


PTG กำไรปี 67 ทะลุ 1 พันล้านบาท

ส่วน PTG หรือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เจ้าของปั๊มน้ำมัน พีที ที่ล่าสุดสิ้นไตรมาส 3/66 มีสถานีบริการรวม 2,176 แห่ง และ 9 เดือนปี 66 มีปริมาณขายน้ำผ่านสถานีบริการพีที 4,283 ล้านลิตร


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 10 บาท ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 4/66 ที่ 513 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 4 ล้านบาท และไตรมาส 3/66 กำไรเพียง 19 ล้านบาท เติบโตดีทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาสก่อน (ดีกว่าประมาณการกำไรเดิมที่ทำไว้ที่ 407 ล้านบาท) 


จากปริมาณน้ำมันและค่าการตลาดที่ดีขึ้น รวมถึงการเติบโตของ non-oil business ที่มีการขยายสาขาต่อเนื่อง โดยคาดปริมาณขายน้ำมันในไตรมาส 4/66 อยู่ที่ราว 1,540 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน ในขณะที่ค่าการตลาดอยู่ที่ 1.90 บาท เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อน


ดังนั้นยังคาดกำไรสุทธิปี 66 ที่ 815 ล้านบาท ลดลง 13% จากปีก่อน และหากกำไรไตรมาส 4 ออกมาใกล้เคียงที่ประเมินใหม่นี้ จะส่งผลให้กำไรปี 66 อยู่ที่ราว 921 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน ดีกว่าประมาณการเดิมราว 13% จากค่าการตลาดโดยรวมที่ดีกว่าเดิมที่ 1.70 บาท/ลิตร และยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 67 ที่ 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน จากสมมติฐานหลัก refined oil sales volume ที่ 6.1 พันล้านลิตร เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และค่าการตลาดที่ 1.75 บาท/ลิตร


BCP ให้ปริมาณการกลั่นเพิ่ม 72%

ด้าน BCP หรือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่น สำรวจและผลิตปิโตเลียม โรงไฟฟ้า และปั๊มน้ำมันบางจาก เป็นต้น โดยหลังเข้าควบรวม บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ทำให้ 9 เดือนปี 2566 มีสาขารวม 2,203 แห่ง แบ่งเป็น บางจาก 1,370 แห่ง และเอสโซ่ 833 แห่ง บริษัทตั้งเป้าขยายเครือข่ายสถานีบริการจาก 2,221 สถานี ณ สิ้นปี 2566 เป็นมากกว่า 2,500 สถานีในปี 2573


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด มองแม้แนวโน้มการดำเนินงานทั้งไตรมาส 4/66 และปี 2567 จะลดลงตามแนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลง แต่คาดว่าจะได้ส่วนเพิ่มจาก synergy หลัง รวม BSRC (เอสโซ่) เข้ามาทั้งด้านจัดซื้อวัตถุดิบและการขาย


โดยประเมินแนวโน้มปี 2567 คาดกำไร 10,093 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่คาดมีกำไร 15,308 ล้านบาท แม้จะรวมการดำเนินงานของ BSRC ทำให้ปริมาณการกลั่นเพิ่ม 72% , ปริมาณขายน้ำมันเพิ่ม 40% เช่นเดียวกับปริมาณการผลิตของ OKEA เพิ่มขึ้นหลังได้แหล่งผลิตใหม่เข้ามา


แต่คาดผลดำเนินงานจะหดตัวจากปีก่อน เนื่องจากแนวโน้ม GRM ที่จะลดลงตามส่วนต่างราคาน้ำมันลดลง และแนวโน้มราคาน้ำมันลดลง เช่นเดียวกับ ธุรกิจไฟฟ้าคาดจะหดตัวหลังการขายธุรกิจไฟฟ้าในญี่ปุ่นออกไป ให้ราคาเป้าหมาย 50.00 บาท แนะนำ “ซื้อ”


ปิดท้ายกันที่ SUSCO หรือ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) เจ้าของปั๊มน้ำมัน ซัสโก้ ล่าสุดยังไม่มีการประเมินจากนักวิเคราะห์ แต่หากลองย้อนกลับไป สำรวจรายงานงบการเงิน 9 เดือนปี 66 พบว่า บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีปริมาณการขายน้ำมันรวม 849.459 ล้านลิตร แต่ไม่มีการรายงาจำนวนสาขา อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งความน่าสนใจของ SUSCO ที่มีพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง คือ เปิดโชว์รูมขายรถ BYD ซึ่งต้องติดตามกันว่าจะสร้างผลตอบแทนให้กับ SUSCO ได้ดีแค่ไหนในอนาคต