หวั่น “ดิจิทัลวอลเล็ต” ไม่ได้ไปต่อ หลัง ป.ป.ช. งัด 4 ข้อสุ่มเสี่ยง หวั่นเกิดการทุจริต-เสี่ยงด้านกฎหมาย
ยังถือเป็นประเด็นและข้อกันถกอย่างต่อเนื่องกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ที่ล่าสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้บอกมาพูดถึงประเด็นสุ่มเสี่ยงและข้อแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet
แต่การออกมาแสดงท่าทีของป.ป.ช. ในครั้งนี้ จะเป็นผลกระทบหรือมุมมองใหม่ให้จับข้อสังเกตมากน้อยเพียงใดนั้น ทางเราก็ได้มีการมุมมองจากนักวิเคราะห์ที่ออกมาแสดงความเห็นด้วยเช่นกัน
โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า วานนี้รัฐบาลเลื่อนการประชุมบอร์ดดิจิทัลวอลเล็ตออกไป หลังมีความเห็นจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต โดยแบ่งเป็นประเด็นสุ่มเสี่ยง 4 ข้อใหญ่ และข้อเสนอแนะ 8 ข้อ
สำหรับประเด็นความเสี่ยง 1.ประเด็นความเสี่ยงต่อการทุจริตจากกรณีที่พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายในช่วงหาเสียงเลือกตั้งกับการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา มีความแตกต่าง ทั้งในแง่แหล่งที่มาของเงินและเงื่อนไขของโครงการฯ เป็นข้อมูลที่บ่งชี้ว่า เป็นการหาเสียงโดยที่ไม่มีความพร้อม ไม่ได้พิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่มีอย่างรอบคอบอาจขัดพ.ร.ป. เลือกตั้งสส. มาตรา 73 (1) หรือมาตรา 136 วรรค 1 นอกจากนี้ ยังมีเสี่ยงต่อการทุจริตจากกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับเงินจากโครงการฯ
2.ประเด็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้เศรษฐกิจที่ไม่เข้าขั้นวิกฤต โดยหากพิจารณาข้อมูลจาก ธปท. การเติบโตของจีดีพีไทยในปี 2567-68 กรณีที่ไม่มีโครงการ Digital Wallet ยังคงขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.2% และ 3.1% ตามลำดับ ดังนั้น การกระตุ้นดังกล่าว จำเป็นต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความจำเป็น ตลอดจนผลกระทบ กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือ และภาระทางการเงินการคลังในอนาคต
3.ประเด็นความเสี่ยงด้านกฎหมาย จากการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่เข้าข่ายวิกฤต จึงไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนและต่อเนื่องที่จะต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขผ่านการใช้ พรบ. เงินกู้ และ 4.ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ประเด็นยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีการปรับปรุงระบบ “เป๋าตัง” ให้มาใช้บล็อกเชนได้อย่างไรจะปรับใช้เมื่อใด ซึ่งอาจไม่ทันต่อการดำเนินโครงการฯ
ด้านข้อเสนอแนะจาก ป.ป.ช. คือ 1.การดำเนินโครงการฯ รัฐบาลต้องศึกษา วิเคราะห์ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมว่าผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ จะไม่ตกแก่พรรคการเมืองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 2.ก.ก.ต.ควรตรวจสอบนโยบายเสียงเพื่อไทยและการแถลงนโยบายที่แตกต่างกัน เพื่อนำมาพิจารณาว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
3.การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน จำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างทางเศรษฐกิจเนื่องจากไทยยังไม่เข้าข่ายวิกฤตเศรษฐกิจ 4.ควรคำนึงถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดจนผลกระทบ และภาระทางการเงิน การคลังในอนาคต
5.ควรพิจารณาประเด็นความเสี่ยงด้านกฎหมายอย่างรอบคอบ 6.ควรกำหนดแนวทางหรือมาตรการในการบริหารความเสี่ยง และการป้องกันการทุจริต ตลอดจนการตรวจสอบในการดำเนินโครงการฯ 7.ควรพิจารณากลุ่มประชาชนเป้าหมายที่เปราะบางที่สุดที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และ 8.พิจารณาใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังค์แทนบล็อคเชน
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยได้ประเมินผลกระทบกรณีที่โครงการ Digital Wallet ไม่เกิดขึ้น ประกอบไปด้วย 1.ความเสี่ยงฐานนะทางการคลังไม่เพิ่มขึ้น เปิด Room ในการก่อหนี้สร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาวเพิ่มขึ้นในอนาคต 2.การแข็งค่าของเงินบาทอาจเร่งตัวขึ้น จากภาระทางการคลังที่เบาลง
3.เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องถึงแม้จะไม่มีโครงการฯ โดยยังมีแรงฟื้นตัวจากภาคการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวเป็นหลัก และ 4.หุ้นกลุ่มค้าปลีกอาจได้รับผลกระทบในเชิงลบ อย่างไรก็ตาม รมว. กระทรวงการคลัง ยังมั่นใจว่าแจกเงิน 10,000 บาท ได้ตามกรอบเวลาเดิมในเดือน พ.ค.67 และรัฐบาลจะรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เสนอมาเกี่ยวกับการดำเนินโครงการแจกเงิน Digital Wallet
ดังนั้น โดยสรุปการดำเนินโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทยผ่านโครงการแจกเงิน Digital Wallet ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งการทุจริต ด้านเศรษฐกิจ ด้านกฎหมาย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับฝ่ายวิจัยได้ประเมินถึงผลกระทบกรณีที่โครงการ Digital Wallet ไม่เกิดขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ภาระทางการคลังเบาลง หนุนให้เงินบาทเร่งตัวแข็งค่า ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มค้าปลีกอาจได้รับผลกระทบในเชิงลบ
