“ดร.นิเวศน์” เผยเริ่มปรับกลยุทธ์ ใช้การลงทุนแบบ “Semi-Active” เน้นลุยหุ้นจีนตลาดหุ้นฮ่องกง-เวียดนาม

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value investor) ได้เผยแพร่บทความ https://www.settrade.com เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมาโดยใช้ชื่อเรื่องว่า Big VS Little Dragon ซึ่งมีเนื้อหาสรุปได้ว่า ดร.นิเวศน์ ได้เริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุนมาเป็นแบบ “Semi-Active”


โดยมีประเทศหรือตลาดหุ้นที่กำลังพิจารณาอยู่คือ จีนที่ตลาดหุ้นฮ่องกง และตลาดหุ้นเวียดนาม ทั้งนี้รายละเอียดจะเป็นอย่างไร Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ


ในช่วงนี้ผมเริ่มมองหาการลงทุนแบบ “Semi-Active” ที่จะลงทุนแบบเลือกตลาดหุ้นและหุ้นหรือกลุ่มหุ้นที่จะลงทุนแล้วสามารถถือหุ้นไปได้ยาวนานเป็นปี ๆ และจะปรับเปลี่ยนต่อเมื่อเห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในตอนนั้นที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากแนวคิดเดิมอย่างชัดเจนแล้ว


และประเทศหรือตลาดหุ้นที่ผมกำลังพิจารณาอยู่มี 2 แห่ง นั่นก็คือ จีนที่ตลาดหุ้นฮ่องกง และตลาดหุ้นเวียดนาม เหตุผลใหญ่อยู่ที่ขนาดของประเทศและเศรษฐกิจที่คึกคักและแข่งขันได้ในระดับโลกและอยู่ได้ในระยะยาว เพราะคุณภาพของประชากรที่โดดเด่น


ตลาดหุ้นจีนนั้น มีจุดเด่นมากก็คือ ดัชนีหุ้นตกต่ำต่อเนื่องมานานและราคาหุ้นถูกมาก ดัชนีฮั่งเส็งวันศุกร์ที่ 19 มกราคม 67 อยู่ที่ 15,309 จุด และต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ 32,887 จุด ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2018 หรือ 6 ปีมาแล้วถึง 53% นอกจากนั้นยังเป็นจุดที่ต่ำกว่าดัชนีเมื่อ 23 ปีมาแล้ว 


พูดง่าย ๆ คนที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นฮ่องกงในช่วงปลายปี 2000 และถือมาจนถึงวันนี้แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้นปีที่แล้วดัชนีติดลบไป “มากที่สุดในโลก” กว่า 20% และนับจากต้นปีนี้ก็ติดลบไปอีก 9% แล้ว


ตลาดหุ้นเวียดนามนั้น จุดเด่นอยู่ที่การเติบโตของเศรษฐกิจที่สูงต่อเนื่องยาวนานและแม้แต่ปัญหาโควิด 19 ก็กระทบกับอัตราการเติบโตน้อยและสั้นมาก และดัชนีตลาดหุ้นก็สะท้อนกับภาวะเศรษฐกิจแบบนั้นมาตลอด


เริ่มที่ปี 2019 ดัชนีหุ้นเวียดนามเพิ่มขึ้นในระดับประมาณ 6-7% ปี  ปี 2520 ที่โควิดเริ่มระบาดไปทั่วโลกนั้น ดัชนีที่ตกลงแรงในช่วงแรกกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 14-15% และพอถึงปี 2521 ก็บูมเต็มที่ตามดัชนีโลกอานิสงส์จากการอัดฉีดเงินของประเทศต่าง ๆ ทำให้ดัชนีเวียดนามปรับตัวขึ้นในระดับ 40% 


แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวลงอย่างแรงตามตลาดโลกเช่นกันในปี 2022 ที่ติดลบในระดับ 30% ถึงปี 2523 คือปีที่แล้วที่เป็นปีที่ดีมากของตลาดหุ้นอเมริกา ก็ทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นประมาณ 12% และล่าสุดตั้งแต่ต้นปีเพียงไม่กี่วัน ดัชนีเวียดนามบวกไปแล้วประมาณ 4-5% และนั่นก็เป็น 5-6 ปีแห่งความคึกคักและมีชีวิตชีวาของตลาดหุ้นเวียดนาม


การวิเคราะห์ในระดับชาติหรือระดับประเทศว่า ระหว่างจีนกับเวียดนามนั้น ใครมีศักยภาพมากกว่ากันในด้านของเศรษฐกิจหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตซึ่งจะส่งผลไปถึงตลาดหุ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องพูดถึงปัจจัย 3 ประการของการเติบโตทางเศรษฐกิจคือ 1) การเพิ่มของประชากร 2) คุณภาพของประชากรที่อาจจะวัดจาก IQ และ EQ หรือวัฒนธรรมของสังคม และ 3) คือระบบการปกครองที่เอื้อหรือไม่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินการทางเศรษฐกิจ


ในส่วนของจำนวนประชากรนั้น เวียดนามได้เปรียบจีนมาก เพราะมีคนถึงเกือบ 100 ล้านคนและยังเพิ่มขึ้น คนทำงานยังเพิ่มขึ้นเร็วและยังไม่แก่ อายุเฉลี่ยอยู่ในวัย 30 กว่า ในขณะที่คนจีนนั้นกำลังเริ่มลดลงและแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วเพราะเด็กเกิดใหม่น้อยลงมาก อายุเฉลี่ยของประชากรกว่า 40 ปีขึ้นไปแล้ว และอย่างที่เราพบเห็นบ่อยมากในสังคมที่คนแก่ตัวลงมากนั้น ยากที่เศรษฐกิจจะเติบโตเร็วหรือเร็วแบบเดิมอีกต่อไป


ในเรื่องของคุณภาพของคนนั้น ถ้าพูดถึงระดับ IQ จีนสูงกว่าเวียดนามพอสมควร แต่ในด้านของวัฒนธรรมและเรื่องของคุณค่าที่คนในสังคมยึดถือ ซึ่งก็เป็นสิ่งสำคัญมากในด้านของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ก็พบว่าวัฒนธรรมของเวียดนามนั้นใกล้เคียงกับจีนมาก ดูเหมือนว่าคนเวียดนามจะยึดถือแนวความคิดแบบขงจื้อเหมือนกันที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา นับถือดูแลบรรพบุรุษ ขยันขันแข็งในการทำงาน ว่าที่จริงประเพณีความเชื่อหลาย ๆ อย่างของเวียดนามนั้นแทบจะมาจากจีน


ภาษาเขียนเก่าของเวียดนามนั้นเป็นแนวแบบจีนชัดเจน ศาสนาพุทธแบบเวียดนามก็เป็นแบบเดียวกับจีน เวียดนามใช้ตะเกียบเหมือนจีน และแม้แต่วันปีใหม่เวียดนามก็เป็นวันเดียวกับตรุษจีน ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะในอดีตอันไกลโพ้นที่เวียดนามเคยอยู่ในอาณัติของจีนเป็นระยะ ๆ แต่ละช่วงอาจยาวนานนั้นจะมีส่วนทำให้คนเวียดนามต้องรับอารยธรรมจีนมากน้อยแค่ไหน แต่นั่นก็น่าจะทำให้คุณภาพและความเชื่อของคนเวียดนามไม่ได้แตกต่างจากจีนมาก ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เวียดนามอาจจะไม่ได้แพ้จีนมากนักในปัจจัยนี้


ในส่วนของระบบการปกครองนั้น ทั้ง 2 ประเทศต่างก็เป็นคอมมิวนิสต์แต่ต่างก็เปลี่ยนแนวทางการบริหารทางเศรษฐกิจให้เป็นเสรีและใช้ระบบ “ตลาด” โดยที่รัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงมากนัก อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าจีนจะเริ่มกลับมาจำกัด “เสรีภาพ” ทางเศรษฐกิจของเอกชนมากขึ้นในขณะที่เวียดนามกลับเปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้น ดังนั้นปัจจัยในส่วนนี้ของเวียดนามจึงน่าจะดีกว่าจีน


มองโดยภาพรวมแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามต่อจากนี้น่าจะดีกว่าจีนและจะดีกว่าไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยในระยะอาจจะ 10-20 ปีข้างหน้าที่โครงสร้างประชากรของเวียดนามยังไม่เป็นสังคมคนแก่ ในเวลาเดียวกันด้วยคุณภาพของคนเวียดนามที่ต้องถือว่าอยู่ในระดับสูงเพราะมี IQ ในระดับพอใช้ได้และมีวัฒนธรรมและยึดถือหลักคำสอนแบบขงจื้อที่เน้นด้านการศึกษาและความรับผิดชอบต่อบรรพบุรุษและการทำงานหนัก และนั่นก็จะทำให้เวียดนามสามารถ “ตามรอยเท้าของจีน” จนถึงจุดที่ทำให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้โดยไม่ติด “กับดัก” คนชั้นกลางอย่างที่ประเทศจำนวนมากเจอ


และนั่นทำให้ผมนึกถึงสัญลักษณ์ของประเทศเวียดนามที่ใช้กันมานานว่าเป็น “Little Dragon” หรือ “มังกรน้อย” คล้ายกับสัญลักษณ์ของจีนที่เป็น  “Dragon” หรือ “มังกร” ที่ทรงพลังอำนาจพอ ๆ กับ “อินทรี” ที่เป็นสัญลักษณ์ของอเมริกา และ “หมี” ของรัสเซียในอดีต


ทั้งหมดที่พูดมาของเวียดนามนั้น ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นก็เพิ่งจะเริ่มเมื่อปี 2000 ที่มีการเปิดตลาดหุ้นหลังจากที่มีการ “เปิดประเทศ” ด้วยการประกาศนโยบายปฏิรูป “Doi Moi” ในปี 1986 ที่ทำให้เศรษฐกิจเริ่มเติบโตแบบก้าวกระโดด


ตลาดหุ้นเวียดนามปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 100 จุด เป็น 1,182 จุด ในเวลา 23 ปี หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 11% ไม่รวมปันผลซึ่งถือว่าสูงมาก และเป็นสัญลักษณ์ของตลาดในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยมที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง และถ้าเศรษฐกิจของเวียดนามรวมถึงระบบต่าง ๆ เช่น การปกครองและการบริหารเศรษฐกิจยังเป็นแบบนี้ต่อไป  โอกาสที่ตลาดหุ้นจะยังทำผลงานได้ดีในระดับปีละ 10% ทบต้นก็จะสูง


ในกรณีของตลาดหุ้นจีนหรือฮ่องกงนั้น ดูเหมือนว่าการเติบโตของเศรษฐกิจแบบยอดเยี่ยมต่อไปนั้นน่าจะเริ่มมีเครื่องหมายคำถาม เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  สังคมจีนแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นระบบการปกครองและการบริหารงานด้านเศรษฐกิจก็ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยโดยเฉพาะการประกาศนโยบายใหม่ของผู้นำคือ “Common Prosperity” หรือการพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโดยการลดความมั่งคั่งของคนรวยลง ซึ่งน่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลงไปมาก


อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีตกต่ำต่อเนื่องมายาวนานและยิ่งตกมากขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ จนทำให้ค่า PE เหลือไม่เกิน 10 เท่า ก็ทำให้หุ้นในตลาดฮ่องกงต่ำมากทั้ง ๆ ที่เป็นตลาดของหุ้นขนาดใหญ่ชั้นดีรวมถึงหุ้นเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งหุ้นเหล่านี้มีความสามารถแข่งขันได้ไม่แพ้บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาโดยเฉพาะในตลาดจีนที่มีผู้ใช้มากพอที่จะทำให้มี Economies of Scale และไม่ล้มหายตายจากไปอย่างแน่นอน ดังนั้นโอกาสก็เป็นไปได้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้


มีราคาสมกับพื้นฐานของกิจการไม่ยาก โดยเฉพาะถ้ารัฐจีนเริ่มปรับหรือปฏิรูปการดำเนินงานใหม่เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะชงักงันในช่วงเร็ว ๆ นี้


ข้อสรุปของผมสำหรับ 2 ตลาดนี้ก็คือ ตลาดเวียดนามนั้นเป็น “ดารา” และโอกาสที่จะเป็นต่อไปนั้นสูงมาก เรียกว่ามี “โมเมนตัม” ที่จะเดินหน้าต่อไป  “เต็มร้อย” หรือมากกว่า ราคาหุ้นก็ไม่ได้สูงแต่ก็ไม่ได้ถูกสุด ๆ แต่ในระยะยาวแล้วก็น่าจะไปต่อได้อีกมาก เหตุผลชัดเจนว่าคนยังหนุ่มมีจำนวนมากใช้ได้  และทุกคนยัง “หิว” ที่จะลิ้มรสของความก้าวหน้าและความมั่งคั่งของประเทศที่เพิ่งจะเปิดขึ้นไม่นาน


สำหรับหุ้นจีนนั้น มีความท้าทายมากในแง่ที่ว่า จีนเองถึงจะมีปัญหามากในช่วงนี้ แต่ศักยภาพของคนสูงมาก และก็คงสามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ เหนือสิ่งอื่นใดเทคโนโลยีของจีนไม่แพ้ใครในโลก ถึงจุดหนึ่งก็อาจจะสามารถชดเชยจำนวนคนที่ลดลง ชดเชยอุปสรรคจากระบบการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย หรือไม่ระบบก็อาจจะเปลี่ยนกลับไปได้เสมอ และเมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง แม้ว่าจะชั่วคราว ดัชนีหุ้นจีนก็อาจจะวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ทำกำไรให้กับนักลงทุน “ผู้กล้า” ได้อย่างงดงามได้

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us