Official Update :

จับตา! 2 บริษัทดังไตรมาส 4/66 เจอพิษตั้งสำรอง ฉุดกำไรลดลง

เข้าสู่ช่วงประกาศผลการดำเนินงานงวดปี 2566 กันแล้ว ดังนั้นใน Wealthy Thai จะพานักลงทุนส่องตัวเลขคาดการณ์กำไรสุทธิของ 2 บริษัทชื่อดังอย่าง PTTEP และ SCC ซึ่งในคาดการณ์นั้น พบประเด็นที่น่าสนใจของงบไตรมาส 4/2566 เพราะจะมีบันทึกรายการพิเศษจนทำให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง


ในบทวิเคราะห์ได้เผยแพร่การประเมินไว้อย่างน่าสนใจ โดยคาดการณ์ว่า PTTEP เจอบันทึกรายการด้อยค่าสินทรัพย์โครงการ Mozambique LNG 127 ล้านเหรียญฯ หรือ 4.5 พันล้านบาท หลังกำหนดการ COD ล่าช้า 1 ปี แต่กำไรสุทธิทั้งปี 2566 ยังคาดเติบโต 12% จากปีก่อน


ส่วน SCC มีความเสี่ยงตั้งด้อยค่า อาจพลิกเป็นขาดทุน โดยความไม่สงบในเมียนมา อาจส่งผลต่อศักยภาพการกลับมาผลิตของโรงงานปูนซีเมนต์ (ปัจจุบันหยุดผลิตชั่วคราว) ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มเติมในไตรมาส 4/66 คาดบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ครั้งนี้จะสูงสุดราว 2 พันล้านบาท


แต่ภาพรวมทั้งปี 2566 ยังคาดมีกำไรสุทธิเติบโตราวๆ 22% จากปีก่อน เพราะมีบันทึกกำไรพิเศษราว 1 หมื่นล้านบาท จากการปรับโครงการ SJWD และ NocNoc


โดยเริ่มกันที่ PTTEP นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า ไตรมาส 4/66 กำไรปกติประคองตัว แต่บรรทัดสุดท้ายถูกกดดันด้วยรายการทางบัญชี โดยคาดกำไรสุทธิ 1.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 12% จากไตรมาสก่อนแต่เติบโต 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ทั้งนี้เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/66 ปรับตัวลงเพราะประเมินว่าจะบันทึกรายการด้อยค่าสินทรัพย์โครงการ Mozambique LNG 127 ล้านเหรียญฯ หรือ 4.5 พันล้านบาท หลังกำหนดการ COD ล่าช้า 1 ปี เป็นครึ่งแรกปี 71 (เดิมครึ่งแรกปี 70) ซึ่งปี 2565 บริษัทฯ เคยบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์โครงการนี้ 190 ล้านเหรียญฯ จากความล่าช้า 1.5 ปี


ขณะที่การปิดดีลขายสัดส่วนการลงทุนในโครงการ Cash Maple ออสเตรเลียจะมีกำไรพิเศษเข้ามาช่วยราว 70 ล้านเหรียญฯ (เจรจาซื้อขายช่วงราคาน้ำมันสูง)


อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายโครงการดังกล่าวจะส่งผลให้ศักยภาพการพัฒนาโครงการ Oliver ในออสเตรเลียต่ำลง และเกิดค่าตัดจำหน่ายราว 50 ล้านเหรียญฯ


แต่หากนับเฉพาะกำไรปกติคาดทำได้ 1.9 หมื่นล้านบาท ลดลง 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานสูงผิดปกติ แต่ดีขึ้นเล็กน้อย 2% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณขายคาดทำได้ 4.77 แสนบาร์เรลต่อวัน เติบโต 2% จากไตรมาสก่อน จากแผนปิดซ่อมบำรุงโครงการในไทยลดลง และการส่งมอบน้ำมันโครงการในไทย – Algeria เพิ่มขึ้น, ราคาขายเฉลี่ยทรงตัว, ต้นทุนการผลิตต่า ลงตามกิจกรรมซ่อมบำรุง - ค่าเสื่อมราคา


ดังนั้นหากไตรมาส 4/66 ตามคาด กำไรปกติและกำไรสุทธิปี 2566 จะมี Downside 3-6% ซึ่งเบื้องต้นคาดปี 2566 จะมีกำไรสุทธิ 79,488 ล้านบาท เติบโต 12% จากปีก่อน


อย่างไรก็ตามแม้งบไตรมาส 4/66 ถูกกดดันจากรายการด้อยค่า และการเติบโตปี 2567 ไม่เด่น แต่เชื่อว่าตลาดจะไม่ตื่นเต้นกับ Impairment และกำไรปี 2567 ยังอยู่ระดับสูง คงคำแนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 165 บาท โดยสามารถเก็งกำไรตามราคาน้ำมันได้


ขณะที่คาดเงินปันผลครึ่งหลังปี 66 สูง 4.75 บาท/หุ้น Yield 3.1% และมอง เป็น Oil Play ที่ปลอดภัยจากนโยบายพลังงาน (ประกาศผลประกอบการงวดปี 2566 วันที่ 30 ม.ค.)


SCC อาจพลิกขาดทุน

ด้าน SCC นักวิเคราะห์ค่ายเดียวกัน คาดไตรมาส 4/66 อ่อนแอ เพราะความเสี่ยงตั้งด้อยค่า อาจพลิกเป็นขาดทุน โดยคาดผลประกอบการไตรมาส 4/66 ยังอ่อนแอ เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/66


แม้ธุรกิจวัสดุก่อสร้างได้อานิสงส์ปัจจัยฤดูกาลและธุรกิจบรรจุภัณฑ์ฟื้นตัว แต่ไม่สามารถชดเชยความอ่อนแอของธุรกิจปิโตรเคมีได้ เนื่องจากเป็นช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงงาน ROC ตั้งแต่กลางเดือนพ.ย. ราว 45 วัน ทำให้ปริมาณขายลดลง, ส่วนต่างปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวลง โดย Spread HDPE PP ต่ำลง 4-5%, ขาดทุนสินค้าคงคลัง 570 ล้านบาท


นอกจากนี้ความไม่สงบในเมียนมา อาจส่งผลต่อศักยภาพการกลับมาผลิตของโรงงานปูนซีเมนต์ (ปัจจุบันหยุดผลิตชั่วคราว) ประเด็นดังกล่าวเป็นความเสี่ยงต่อการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มเติมในไตรมาส 4/66 (ขึ้นอยู่กับความเห็นของ Auditor ทั้งการพิจารณาตั้งรายการ Impairment และจำนวนเงิน)


กรณีเลวร้าย มูลค่าทางบัญชีโรงงานปูนซีเมนต์ในเมียนมาช่วงต้นปี 2566 อยู่ที่ราว 3 พันล้านบาท หากหักค่าเสื่อมราคา 3-4 ร้อยล้านบาท/ปี และรายการ Impairment ในไตรมาส 3/66 จำนวน 578 ล้านบาท คาดบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ครั้งนี้จะสูงสุดราว 2 พันล้านบาท


จากเหตุผลข้างต้นประเมินไตรมาส 4/66 ขาดทุนสุทธิ 889 ล้านบาท พลิกจากกำไร 2.4 พันล้านบาท ในไตรมาส 3/66 และ 157 ล้านบาท ในไตรมาส 4/65 บนสมมติฐานบันทึก Impairment 2 พันล้านบาท


แต่หากไม่รวมรายการดังกล่าวไตรมาส 4/66 จะมีกำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน และฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามยังประเมินว่าไตรมาส 4/66 จะมีกำไรปกติราว 1,681 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 27.6% จากไตรมาสก่อน


หากไตรมาส 4/66 เป็นไปตามคาด ผลประกอบการปี 2566 จะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า และ Spread ปิโตรเคมีช่วงไตรมาส 4/66 ถึงปัจจุบันยังอยู่ระดับต่ำ


จึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 – 2567 ลง 14-20% เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท เติบโตราวๆ 22% จากปีก่อน แต่ปี 2567 คาดลดลงมาที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ (ปี 2566 บันทึกกำไรพิเศษราว 1 หมื่นล้านบาท จากการปรับโครงการ SJWD และ NocNoc)


ดังนั้นคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมใหม่ 340 บาท ปัจจุบันมี Upside Gain 17.6% และ Valuation มีส่วนลดสูง อย่างไรก็ตาม เชิงกลยุทธ์อาจรอผ่านงบไตรมาส 4/66 ระยะสั้นหุ้นยังไม่มี Catalyst บวกที่ชัดเจน มีโอกาสถูกตลาดปรับลดประมาณการ (กำไรปี 2567 ของฝ่ายวิจัยต่ำกว่า IAA Consensus 13%) คาดเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 66 ที่ 5.5 บาท/หุ้น (Yield 1.9%) ไม่สูงเทียบกับ Big Cap. อื่น (ประกาศงบการเงินวันที่ 24 ม.ค.)