หุ้นไทยอาการหนัก! ดิ่งไม่เลิก เคราะห์ซ้ำ โดนต่างชาติเทขายไม่หยุด
ทิศทางความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ ถือว่าอาการหนักพอสมควร เพราะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ม.ค.66 ปิดที่ระดับ 1,357 จุด ปรับตัวลงกว่า 13 จุด ทำจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี
ซึ่งในวันเดียวกันนั้นมีกระแสข่าวกระทรวงการคลังออกมาคาดการณ์ตัวเลข GDP ปี 66 ที่จะบวกเพียง 1.8% และปี 67 จะบวกเพียมง 2.8% เท่านั้น ถือว่าต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จึงทำให้นักลงทุนวิตกกังวลตามๆกันไป
แต่ถ้าย้อนกลับไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนดัชนีตลาดหุ้นไทยวกกลับมาที่เดิม ซึ่งดัชนีเคยไหลลงไปทำจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 13 มี.ค.63 ที่ระดับ 969.08 จุด ซึ่งเป็นช่วงที่แพนิคเกี่วกับการระบาดของ COVID-19 จึงทำให้เกิดแรงขายเข้ามาอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลานั้น
และที่น่าสนใจ เมื่อปี 2565 ที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทย เคยพุ่งทำจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 17 ก.พ.65 ที่ระดับสูงถึง 1,718.55 จุด ซึ่งในช่วงเวลานั้น ต่างมีคาดการณ์ออกมาหลายฝ่ายว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสทะยานสู่ 1,800 จุด แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็กลับมาเป็นดังภาพที่เห็นกันในทุกวันนี้
Wealthy Thai ได้ย้อนกลับไปสำรวจดัชนีตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน (24 ม.ค. 67) ซึ่งนับเฉพาะดัชนีปิด พบว่า ปี 2566 หนักสุด ดัชนีปิดที่ระดับ 1,415.85 จุด ลดลงสูงถึง 252.81 จุด นับว่าเป็นดัชนีปิดลดลงมากกว่าปี 2563 ที่เกิดการระบาดของ COVID-19 ที่ปิดปีไป 1,449.35 จุด ลดลง 130.49 จุด ก่อนที่จะฟื้นตัวในปี 2564 ที่ดัชนีปิด 1,657.62 จุด เพิ่มขึ้น 208.27 จุด
อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ในปี 2567 ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก เพราะเวลาผ่านไปไม่ถึงเดือน สิ้นสุดวันที่ 23 ม.ค.66 แต่ดัชนีตตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง ปิดที่ระดับ 1,357 จุด ปรับตัวลงกว่า 13 จุด ต่ำสุดในรอบ 3 ปี
เช่นเดียวกันกับนักลงทุนต่างชาติ ที่เทขายหุ้นไทยไม่เว้นในแต่ละวันรวมกว่า 23,297.57 ล้านบาท ซึ่งมีซื้อสุทธิเพียง 2 วันเท่านั้น คือ วันที่ตลาดหุ้นเปิดวันแรกของปี 67 หรือ วันที่ 2 ม.ค.67 และวันที่ 4 ม.ค.67 โดยเม็ดเงินที่ซื้อสุทธิก็ถือว่าไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์อะไรอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ที่น่าสนใจนักวิเคราะห์ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงไร้ปัจจัยขับเคลื่อนดัชนี เช่นเดียวกันกับนักลงทุนต่างชาติที่ยังเป็นลบ เมื่อประกอบกับแรงผลักดันของนักลงทุนสถาบันในประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามประเทศไทย มีแรงกระตุ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เร่งตัวขึ้นมา
ไล่เรียงจาก บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ออกบทวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีใจความว่า ภาพรวมโมเมนตัมตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงไร้ปัจจัยขับเคลื่อนดัชนี จึงแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุนที่ 55% เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
ในเชิงกลยุทธ์ ยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่ 1.รัฐเตรียมผลักดันไทยเป็นฐานการผลิตอันดับ 1 ภูมิภาค หนุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ EV มองเป็นบวกต่อกลุ่มนิคมฯ AMATA, WHA และ ROJNA และหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE
2.สินค้าโภคภัณฑ์ล่าสุด ส่วนใหญ่ปรับตัวลง ยกเว้น ราคาน้ำตาล บวกต่อ BRR, KSL, KTIS ถั่วเหลือง บวกต่อ TVO เหล็กเส้น บวกต่อ TMT, GLOBAL, DOHOME
3.ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว โดยยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมครึ่งเดือนแรกของม.ค.67 ที่ 1.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นบวกต่อกลุ่มขนส่งอย่าง AOT, AAV, BA, BTS, BEM กลุ่มโรงแรมและสันทนาการอย่าง AWC, ERW, CENTEL, MINT, SPA และกลุ่มโรงพยาบาลที่เน้นผู้ป่วยต่างชาติทั้ง BDMS, BH, BCH
4.มาตรการ “Easy E-Receipt” มองราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีกยังถูกกดดันจากผลประกอบการไตรมาส 4/66 ที่น่าผิดหวัง ยกเว้น CPALL, CPAXT ที่ยังโตดี
5.เงินบาทอ่อนค่า เป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์ ที่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นมาก จากใกล้เทศกาลตรุษจีน มองเป็นบวกต่อ CPF, GFPT, TU และ 6. Bond Yield สหรัฐ 10 ปี ยังยืนเหนือ 4.1% เป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร และหุ้นประกันภัยอย่าง BLA, TLI
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund flow) บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ว่า ทิศทางของ Fund flow ที่ยังเป็นลบ เมื่อประกอบกับแรงผลักดันของนักลงทุนสถาบันในประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ทําให้ในเชิงกลยุทธ์ แนะนําถือครองหุ้นในส่วนเดิมไว้ก่อน
แต่การเพิ่มน้ำหนักครั้งถัดไป แนะนําให้ชะลอดูสถานการณ์ไปก่อน (Wait & See) โดยเฉพาะผลประกอบการไตรมาส 4/66 ของบริษัทจดทะเบียนที่กําลังจะทยอยออกมาว่าจะส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนประการของนักวิเคราะห์ในตลาดอีกระลอกหรือไม่
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยยังมีอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน อย่างตัวเลขนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจีน ที่เปิดปี 67 มานี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ซึ่งในมุมของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทย มีแรงกระตุ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เร่งตัวขึ้นมา
โดย รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า สัปดาที่ผ่านมา กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามากที่สุด โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 15-21 ม.ค. 67) ในภาพรวมไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 715,579 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 20,753 คน หรือ 2.99%
ทั้งนี้หากนับตั้งแต่ต้นปีไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมเกิน 2 ล้านคนแล้ว ซึ่งเป็นภาพหนุนให้มีโอกาสสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่นักท่องเที่ยวทั้งปี 67 จะมีสามารถแตะระดับ 32 ล้านคนดังที่ ธปท.ประมาณการไว้ได้มากยากนัก
จากที่กล่าวมา แนะนำการลงทุนเน้นหุ้นอิงการท่องเที่ยว และ หุ้นอิงการฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนเป็นหลัก คาดจะกลับมา OUTPERFORM ตลาดได้อาทิ AOT, MINT, ERW, IVL, SCGP, III, AMATA, SJWD เป็นต้น

