สำรวจ 9 หุ้นแบงก์ ปี 66 ตั้งสำรองฯ สูงแค่ไหน ?
ภาพรวมกำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มธนาคารในปี 2566 ออกมาเติบโตราว 15% จากผลประกอบการของธนาคารขนาดใหญ่ที่ขยายตัว ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย แต่ด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจภายในประเทศ และลูกหนี้บางกลุ่มที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้ธนาคารยังต้องตั้งสำรองฯ เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมข้อมูลการตั้งสำรองฯ ในปี 2566 ของหุ้นธนาคารแต่ละแห่งว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรจากปีก่อน
มาเริ่มที่ SCB ข้อมูลจากงบการเงินระบุว่า ในปี 2566 บริษัทได้ตั้งเงินสำรองจำนวน 43,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.9% จากปีก่อน เพื่อรองรับความเสี่ยงจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยที่ไม่ทั่วถึง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ถัดมา KBANK พบว่ามีการตั้งสำรองฯ ในปี 2566 ที่ 51,840 ล้านบาท ลดลง 0.15% จากปีก่อน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งรองรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นจากสภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการคุณภาพสินทรัพย์
สำหรับ BBL มีการตั้งสำรองฯ ในปี 2566 ที่ 33,666 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% จากปีก่อน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ส่วน KTB มีการตั้งสำรองฯ ในปี 2566 ที่ 37,085 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.4% จากปีก่อน เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงในไตรมาส 4/66 มีการตั้งสำรองสำหรับลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่ง และกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันมีแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อเสื่อมลง
BAY มีการตั้งสำรองฯ ในปี 2566 ที่ 35,617 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.6% จากปีก่อน โดยเป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะสำหรับบริษัทลูกในต่างประเทศ
TTB มีการตั้งสำรองฯ ในปี 2566 ที่ 22,199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
TISCO มีการตั้งสำรองฯ ในปี 2566 ที่ 613.47 ล้านบาท ลดลง 15.1% จากปีก่อน โดยการตั้งสำรองยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเพียงพอรองรับต่อความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
KKP มีการตั้งสำรองฯ ในปี 2566 ที่ 6,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8% จากปีก่อน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น และแนวโน้มการเสื่อมถอยของสินเชื่อ รวมถึงลูกค้าสินเชื่อขนาดใหญ่รายหนึ่งที่ยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจาก สถานการณ์โควิด-19
และสุดท้าย LHFG มีการตั้งสำรองฯ ในปี 2566 ที่ 2,163 ล้านบาท ลดลง 20% จากปีก่อน ตามหลักความระมัดระวัง เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกค้า

