Official Update :

“ธนาคารไทยเครดิต” หุ้นไอพีโอธนาคารพาณิชย์รายแรกในรอบ 10 ปี กำลังเตรียมพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์

รู้หรือไม่ว่า ในเร็วๆ นี้ ตลาดหุ้นไทยจะมีหุ้นไอพีโอใหม่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และที่สำคัญถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่มีหุ้นไอพีโอในหมวดธุรกิจธนาคารพาณิชย์


นักลงทุนหลายคนคงจะมีคำถามว่า หุ้นไอพีโอธนาคารพาณิชย์นี้เป็นใคร คำตอบก็คือ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) (“CREDIT” หรือ ธนาคารไทยเครดิต”)


สำหรับรายละเอียดของเรื่องราวการเสนอขายหุ้นไอพีโอของธนาคารไทยเครดิต ในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ความน่าสนใจของธนาคารจะอยู่ตรงไหน และโอกาสการเติบโตมีมากน้อยเท่าไหร่ Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ


ธนาคารไทยเครดิต เป็นธนาคารพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าบุคคล


ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อหลักที่ให้บริการ ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขาย (Nano and Micro Finance) และสินเชื่อบ้านที่ให้บริการแก่ลูกค้าบุคคล


ประเด็นที่สำคัญคือ ธนาคารไทยเครดิต มีความตั้งใจที่จะให้บริการกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและลูกค้าบุคคลในประเทศไทยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้เท่าที่ควร ซึ่งกลุ่มลูกค้าดังกล่าวนั้นถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ


โดยธนาคารไทยเครดิต มีเป้าหมายที่สำคัญคือ ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างเป็นธรรม รวมถึงมุ่งมั่นสนับสนุนลูกค้าให้เติบโตทางธุรกิจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยบริการสินเชื่อประเภทต่างๆ


ทั้งนี้ ธนาคารไทยเครดิต เริ่มก่อตั้งบริษัทในปี 2513 ภายใต้ชื่อ "บริษัท กรุงเทพสินทวี จำกัด” จากนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ไทยเคหะ จำกัด" ในปี 2526 ก่อนได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง และเริ่มดำเนินการเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อยอย่างเป็นทางการในปี 2550 ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการทางการเงินมีประสบการณ์มายาวนานกว่า 10 ปี


จากนั้นในปี 2562 ได้เปิดตัวช่องทางการให้บริการแบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน “ไมโครเพย์” (Micro Pay) ที่ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) และการทำรายการกู้ยืมเงินได้อย่างสะดวกมากขึ้น


ถัดมาในปี 2565 ธนาคารได้เริ่มให้บริการแอปพลิเคชัน Mobile Banking ภายใต้ชื่อ alpha by Thai Credit เพื่อมอบประสบการณ์ทางการเงินที่สะดวกสบาย รวมถึงนำระบบเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการดำเนินงาน ตามกระบวนการบริหารความเสี่ยง ทำให้ธนาคารฯ สามารถบริหารจัดการประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสาขาและพนักงาน


และเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในปี 2566 ก็คือ การได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ให้ยกระดับเป็นธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2566 เพื่อประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ และได้เริ่มดำเนินการ ภายใต้ชื่อ “ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 1 ก.ย. 2566


โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 2566 ธนาคารไทยเครดิต มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 527 สาขา ซึ่งแบ่งเป็นสาขาเงินฝากจำนวน 27สาขา สาขาสินเชื่อเพื่อรายย่อย 267 สาขา และสำนักงานนาโนเครดิต (Kiosk) อีกจำนวน 233  kiosks กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ให้บริการทางการเงินกับลูกค้าได้อย่างครอบคลุม


อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของธนาคารไทยเครดิต ก็คือ มีความเข้าใจในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับการมีผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าหลากหลายขนาดและประเภทธุรกิจ


นอกจากนี้เอง การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่รัดกุม ทำให้ธนาคารไทยเครดิต อยู่ในจุดที่สามารถขยายพอร์ตสินเชื่อในการสนับสนุนกลยุทธ์ทางธุรกิจและบรรลุการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน


โดยทั้งหมดนี้ เห็นได้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งของเงินให้สินเชื่อ ในระหว่างปี 2563 ถึงปี 2565 ที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม 33% ต่อปี และมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสำหรับปี 2565 และสำหรับ 12 เดือนย้อนหลังนับจากวันที่ 30 มิถุนายน 2566 เท่ากับ 18.9% และ 21% ตามลำดับ


ขณะเดียวกัน ธนาคารไทยเครดิต ยังได้รับรางวัลธนาคารเพื่อรายย่อยที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย (Fastest Growing Retail Bank in Thailand) เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2562) จาก Global Banking & Finance Review ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินและธุรกิจจากสหราชอาณาจักรอีกด้วย


สำหรับผลประกอบการของธนาคารไทยเครดิต มีทิศทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และกำไรสุทธิ อีกทั้งพอร์ตสินเชื่อก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน


โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารไทยเครดิต นับตั้งแต่ปี 2563 จนถึงงวด 9 เดือนของปี 2566 อยู่ที่ 6,370.9 ล้านบาท 8,493.6 ล้านบาท 11,052.3 ล้านบาท และ 9,783.8 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่กำไรสุทธิ ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน อยู่ที่ 1,372.9 ล้านบาท 1,935.0 ล้านบาท 2,352.5 ล้านบาท และ 2,817 ล้านบาท ตามลำดับ


รายละเอียดของการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ของธนาคารไทยเครดิตในครั้งนี้ เป็นการเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 347,029,122 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 5.00 บาท/หุ้น และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมี ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน


โดยหุ้นสามัญที่จะเสนอขายในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยธนาคารไทยเครดิต จำนวนไม่เกิน 64,705,890 หุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย OCA Investment Holdings I Pte. Ltd. จำนวนไม่เกิน 282,323,232 หุ้น รวมทั้งหมดคิดเป็นไม่เกิน 28.2% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังไอพีโอ


ส่วนเงินที่จะได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ของธนาคารไทยเครดิต ก็เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินกองทุน และใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายพอร์ตสินเชื่อ


อีกทั้ง ใช้ปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) และโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Security and Infrastructure)


จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถสรุปจุดเด่นของธนาคารไทยเครดิต ก็คือการเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อนาโนและไมโครเครดิตเพื่อคนค้าขาย (Nano and Micro Finance) และสินเชื่อธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี (Micro SME) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้เท่าที่ควร


ประกอบกับการเปลี่ยนเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบจะช่วยให้ธนาคารสามารถเปิดกว้างในการให้บริการและสนับสนุนลูกค้ากลุ่มอื่นๆ รวมถึงลูกค้าเดิมของธนาคารให้เติบโตขึ้นได้


ทั้งนี้ไทยเครดิตถือเป็นธนาคารที่มี NIM (Net Interest Margin) สูงสุดในอุตสาหกรรม รวมถึงอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม และอัตราการเติบโตของสินเชื่อสูงสุดในอุตสาหกรรม


ดังนั้นเอง ในครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้ลงทุนหุ้นไอพีโอกลุ่มธนาคารครั้งแรกในรอบ 10 ปี ซึ่งไม่รู้จะหาโอกาสลงทุนหุ้นไอพีโอกลุ่มธนาคารได้อีกเมื่อไหร่


โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน