วิเคราะห์! ดิจิทัลวอลเล็ต-แลนด์บริดจ์ อาจเพิ่มภาระให้ประชาชนในระยะยาว?
ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันไม่หยุด สำหรับโครงการเรือธงของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่าง Digital Wallet และ Landbridge ที่ปัจจุบันยังมีข้อโต้แย้งในวงกว้าง ต่อความคุ้มค่าของโครงการ และผลกระทบในด้านลบที่อาจจะเกิดทั้งในอนาคต
ล่าสุดรมช.คลัง ออกมาให้ข่าวว่า โครงการ Digital Wallet ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า ดำเนินการไม่ทันเดือน พ.ค.67 เนื่องจากยังมีอีกหลายขั้นตอน จึงไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาได้ชัดเจน ซึ่งการเลื่อนระยะเวลาออกไป ย่อมมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้แน่นอน และจะเห็นผลในปีถัดไป
ในขณะที่ทางฝั่งของโครงการ Landbridge นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมตรี เปิดเผยว่า ประเทศจีนสนใจโครงการ Landbridge เตรียมจัด Road Show สร้างความเข้าใจที่ประเทศจีนเร็วๆ นี้
สิ่งที่น่าจับตาของทั้ง 2 โครงการ คือ แหล่งที่มาของเงินทุนที่จะรองรับมาตรการดังกล่าว จะมาจากส่วนไหน แต่ดูเหมือนนักวิเคราะห์มีความเห็นออกมาว่า แหล่งเงินทุนน่าจะมาจากการกู้เป็นหลัก
ดังนั้นการกู้เงินเพื่อมารองรับโครงการดังกล่าว จะส่งผลอย่างไรในระยะยาว เนื่องจาก มูลค่าการลงทุนของทั้ง 2 โครงการ มีเม็ดเงินระดับสูง รวมกันประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท
แต่ที่แน่ๆ นักวิเคราะห์มีความเห็นว่า การกู้เงินในจำนวนมาหาศาล เพื่อมารองรับทั้ง 2 มาตรการนี้ ย่อมเพิ่มภาระให้กับประชาชนในภายหลัง และมีโอกาสที่จะทำให้ถูกปรับ Credit Rating ลงในวันข้างหน้า
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีความเห็นว่า เรือธง อย่าง Digital Wallet และ LANDBRIDGE ยังมีอุปสรรคในการดำเนินงานอยู่มาก
โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ออกมาไม่ค่อยดีในช่วงนี้ ทำให้ภาครัฐฯพยายาม จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้นและยาว
อย่างไรก็ตาม นโยบายที่เป็นเรือธงของรัฐบาลชุดนี้ คือ Digital Wallet คาดเม็ดเงินที่ต้องใช้ 5 แสนล้านบาท และ Landbridge คาดเม็ดเงินที่ต้องใช้ 1 ล้านล้านบาท (แบ่งเป็นเฟสละ 5 แสนล้านบาท)
ล่าสุดทั้ง 2 นโยบายดูเหมือนยังมีอุปสรรคในการดำเนินงาน ซึ่งประเด็นหลักๆ คือ แหล่งที่มาของเงินทุนของทั้ง 2 โครงการ ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะเป็นเงินกู้ ซึ่งจะเพิ่มภาระให้กับประชาชนในภายหลัง และมีโอกาสที่จะทำให้ถูกปรับ Credit Rating ลง หลังตัวเลขหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นตามมา ขณะที่ประเด็นอื่นๆจะมีรายละเอียดของแต่ละโครงการ คือ
Digital Wallet จะทำให้เศรษฐกิจหมุนจริงหรือไม่ เนื่องจากมีนักวิชาการหลายท่าน บ่งชี้ว่าจะช่วยผลักดันเพียง 0.3-0.8 เท่าของมูลค่า GDP เท่านั้น ซึ่งทำให้ความคุ้มค่าของโครงการดังกล่าวไม่น่าสนใจเท่าที่ควร
ขณะที่ล่าสุด รมช.คลังเผยว่าการแจกเงินไม่ทันตามกำหนดเดิม แต่หวังว่าจะเลื่อนออกไปไม่นาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอหนังสือจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังมีความเห็นจาก ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้ โดยแบ่งเป็นประเด็นสุ่มเสี่ยง 4 ข้อใหญ่ และข้อเสนอแนะ 8 ข้อ
Landbridge ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่ามีความคุ้มค่าจริงหรือ ล่าสุด รายงานของสภาพัฒน์ฯ ระบุว่าโครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และไม่เหมาะที่จะลงทุน ซึ่งคาดว่าจะมีเรือมาใช้ไม่มาก เนื่องจากระยะเวลาลดลงไม่มาก และมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ทางรายงานของ สนข.กลับระบุว่า โครงการดังกล่าวคุ้มค่ามาก มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 16.18% คืนทุนภายในระยะเวลา 40-49 ปีซึ่งสอดคล้องกับที่ ครม. คาดไว้ว่าโครงการดังกล่าวมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเป็นอัตราการคืนทุนถึง 17.43% ภายในระยะเวลา 24 ปี
ดังนั้นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจระยะถัดไป ยังต้องผ่านด่านที่สำคัญอีกหลายด่าน อย่างไรก็ตาม หากนโยบายเรือธงทั้ง 2 โครงการมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในส่วนของประโยชน์ที่คาดว่าจะได้ และที่มาของแหล่งเงินทุน คาดสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุน และหนุนให้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้ในระยะถัดไป
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองประเด็น รมช.คลัง เปิดเผยความคืบหน้านโยบาย Digital Wallet ว่า หลังจากรับฟังความเห็นของ ป.ป.ช. อย่างเป็นทางการแล้วรัฐบาลก็จะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าในรูปแบบใดต่อไป
อย่างไรก็ตามไม่มีการพูดคุยว่าจะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดโครงการ ส่วนกรอบเวลา ปัจจุบันคาดว่าจะไม่ทันกำหนดการเดิม พ.ค. 67 ซึ่งหลังจากนี้แม้ยังไม่ชัดเจนแต่คาดว่าจะไม่นานเกินไป ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักเพียงจิตวิทยาลบตลาดและหุ้นค้าปลีก เนื่องจากประมาณการการเติบโตปี 67 ทั้ง GDP และกำไรตลาดไม่ได้รวมเรื่องนี้ดังกล่าวในประมาณการอยู่แล้ว
ส่วนกระแสความสนใจโครงการ Landbridge จากต่างประเทศยังมีต่อเนื่อง มาจากในส่วนจีนและฮ่องกง โดยฝั่งจีน รมว.กระทรวงคมนาคมจะเดินไปจีนเพื่อ Roadshow เร็วๆนี้ ส่วนฮ่องกง มองจิตวิทยาบวกต่อกลุ่มที่มีโอกาสได้ประโยชน์ อาทิ รับเหมา เน้น CK กลุ่ม Logistic เน้น SJWD

