ก.ล.ต. ทุบโต๊ะ! สั่งคุมโปรแกรมเทรด คาดชัดเจนภายในต้นเดือนมี.ค.67 เตรียมคลอดเกณฑ์เข้มงวดแบ็คดอร์เร็วๆนี้

ก.ล.ต. เผยต้นมี.ค. เตรียมยกระดับมาตรการและออกหลักเกณฑ์ใหม่ ในการคุมเข้มโปรแกรมเทรด ยอมรับสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นไปตามเทรนด์ของโลก พร้อมกันนี้เตรียมออกเกณฑ์คุมเข้มบริษัทแบ็คดอร์ เทียบเท่ากับการทำไอพีโอ ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้


นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่าความคืบหน้าในการกำกับมาตรการและหลักเกณฑ์ในการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านโปรแกรมเทรดและระบบการส่งคำสั่งซื้อขายที่มีความถี่สูง (HFT) ในปัจจุบันอยู่ระหว่างทบทวนหลักเกณฑ์เดิมให้มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมไปถึงการออกมาตรการและหลักเกณ์ใหม่ๆ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการยกระดับมาตรการเดิมและบังคับหลักเกณฑ์ใหม่ได้ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 67


อย่างไรก็ดี ต้องยอมว่าสัดส่วนการซื้อขายโปรแกรมเทรดในรายวันได้ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อวันมาอยู่ที่ระดับ 30-40% โดยเป็นไปตามแนวโน้มหรือกระแสของโลก ซึ่งบางประเทศสัดส่วนดังกล่าวก็สูงถึง 70%


พร้อมกันนี้ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อถือ (Trust & Confidence) ในตลาดทุน เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนและการทำหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนทั้งองคาพยพ โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านแนวทางการดำเนินการและกิจกรรมต่าง ๆ ตาม 3 มาตรการหลัก ได้แก่ ป้องกัน ป้องปราม และปราบปราม มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายเรื่องมีความคืบหน้าไปมาก


โดยในการประชุมครั้งที่ 2/2567 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอ และเป็นส่วนหนึ่งใน “มาตรการป้องกัน” ของ ก.ล.ต. ดังนี้


(1) ปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่กำหนดคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัท ที่จะเข้าจดทะเบียน โดยจะมีการปรับเกณฑ์พิจารณาฐานะการเงินและผลประกอบการ รวมทั้งความมั่นคงของบริษัทในมิติต่าง ๆ ผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 (2) ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อทำให้กระบวนการพิจารณาคุณสมบัติของบริษัทที่จะจดทะเบียนโดยอ้อม (Backdoor Listing) และการย้ายกลับมาซื้อขาย (Resume Trade) มีความเข้มข้นเทียบเท่ากับการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ส่วนใหญ่มีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2567


(3) ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อยกระดับการแจ้งเตือนผู้ลงทุน และการเพิกถอนบริษัทที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ส่วนใหญ่มีผลบังคับใช้วันที่ 1 เมษายน 2567 เช่นเดียวกัน


(4) ปรับปรุงหลักเกณฑ์การเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นและผู้ถือหน่วยสำหรับบริษัทจดทะเบียน ทรัสต์ และกองทุนต่าง ๆ คาดว่าจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567*


นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างการทบทวนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (MT) และการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) เพื่อกำหนดหน้าที่ให้บริษัทจดทะเบียนต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนให้ชัดเจนเพิ่มมากขึ้น


ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เพื่อกำหนดให้ต้องยื่นงบการเงินย้อนหลัง 3 ปีล่าสุดที่ผ่านการตรวจสอบและเป็นไปตามมาตรฐานการจัดทำรายงานทางการเงิน Publicly Accountable Entities (PAE) เริ่มบังคับใช้แล้ว สำหรับบริษัทที่จะขอยื่นเสนอขายหุ้น IPO ในปี 2567


รวมทั้งการยกระดับการทำหน้าที่ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในบริษัทจดทะเบียน (Line of defense) เช่น กรรมการ กรรมการตรวจสอบ กรรมการอิสระ ผู้บริหารและเลขานุการ รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพ (Gatekeeper) เช่น ผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงิน ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งเดินหน้าส่งเสริมความรู้และความคุ้มครองให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง


สำหรับ “มาตรการป้องปราม” ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนาระบบเพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติหรือความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการกำกับดูแลให้มีความรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ มีประสิทธิภาพและสามารถป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบได้


นอกจากนี้ ยังรวมถึงการทบทวนหลักเกณฑ์และมาตรการในการซื้อขายหลักทรัพย์ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เช่น ทบทวนเกณฑ์การกำหนดวงเงินลูกค้า การพิจารณาคุณภาพหลักประกัน และการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อไม่ให้คนไทยซื้อขายหลักทรัพย์ประเภทใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย หรือ Non-Voting Depositary Receipt (NVDR) รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ศึกษาแนวทางการออกเกณฑ์ Auto Halt หรือหยุดการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวสำหรับหุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ โดยคาดว่าจะมีการออกหลักเกณฑ์และนำมาปฏิบัติได้ภายในปี 2567
Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us