Official Update :

BTS อ่วม! 9 เดือนพลิกขาดทุน 5.2 พันลบ. เซ่นพิษด้อยค่าเงินลงทุน KEX-JMART เตรียมทุ่มงบ 5,645 ลบ. ซื้อหุ้น VGI เพิ่ม

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS รายงานผลประกอบการงวด 9 เดือนปี 66/67 บันทึกขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 5,277 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจาก ผลกระทบจากการรับรู้รายการที่เกิดขึ้น เพียงครั้งเดียวของผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน KEX


ประกอบกับส่วนแบ่ง ขาดทุนจากเงินลงทุนในแรบบิท โฮลดิ้งส์ และ JMART รวมถึงส่วนแบ่งขาดทุนที่เพิ่มขึ้นจากเงินลงทุนใน KEX อีกทั้งบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ บันทึกรายได้รวมสำหรับรอบ 9 เดือน ของปี 2566/67 จำนวน 19,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% หรือ 1,862 ล้านบาท จากปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้น จำนวน 919 ล้านบาท


รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการและการขาย จำนวน 500 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุน จากการเติบโตของรายได้จากธุรกิจบริการดิจิทัล ภายใต้ธุรกิจ MIX


และการรับรู้รายได้ค่าโดยสารของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเป็นครั้งแรก ควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ภายใต้ธุรกิจ MOVE


อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการรับเหมา จำนวน 453 ล้านบาท จากงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง


ส่วนผลประกอบการไตรมาส 3/66-67 ขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 4,762 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการบันทึกรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ได้แก่ การรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน KEX และผลขาดทุนจากการด้อยค่าเงินลงทุนใน SINGER ของแรบบิท โฮลดิ้งส์และต้นทุนทางการเงิน ที่เพิ่มขึ้น 53.2% จากปีก่อน


นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2567 ได้มีมติอนุมัติการปรับโครงสร้างการถือหุ้นภายในกลุ่มบริษัท โดยบริษัทจะเข้าซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 98.23 (“บีทีเอสซี”) ถือในบริษัท วีจีไอ จํากัด (มหาชน) หรือ VGI เป็นจํานวน 3,320,656,950 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.10 บาท คิดเป็นประมาณ 29.66% ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของวีจีไอ


ในราคาหุ้นละ 1.70 บาท รวมเป็น จํานวนเงิน 5,645,116,815 บาท ซึ่งภายหลังการทําธุรกรรมดังกล่าว บริษัทฯ จะถือหุ้นในวีจีไอเพิ่มขึ้น จากเดิมในสัดส่วนประมาณ 31.30% เป็นประมาณ 60.97% ของหุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของวีจีไอ ส่งผลให้วีจีไอเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทย่อยทางตรงของบริษัท