Official Update :

TOP-PTTEP 2 หุ้นที่โดดเด่นสุด ในกลุ่มพลังงาน

หุ้นกลุ่มพลังงานโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพลังงานต้นน้ำ และโรงกลั่น ที่มีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นเด่น เพราะสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น โดยกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุน จากอิหร่านกล่าวว่าจะกลับมาโจมตีสหรัฐฯ


ทั้งนี้มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีความเห็นว่า กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นมีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นเด่นในสัปดาห์ก่อนราว 6.31%


ขณะที่ทิศทางราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ ตามสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น โดยกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ระบุว่าจะกลับมาโจมตีสหรัฐฯ เพื่อขับไล่ทหารของสหรัฐฯ ออกจากอิรัก


นอกจากนี้ราคาพลังงานยังมีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ที่สูงขึ้นในจีน ประกอบกับการรายงานยอดขอสินเชื่อใหม่ของจีนสำหรับเดือน ม.ค. 67 เป็นอีกปัจจัยหนุน มองหุ้นเด่นเป็น TOP และ PTTEP เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 1/67 มีทิศทางฟื้นตัว และคาดปันผลช่วงครึ่งหลังปี 66 สูง


ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานทั้ง 2 บริษัทนักวิเคราะห์มีการประเมิน TOP ว่า แนวโน้มไตรมาส 1/67 คาดจะเห็นการฟื้นตัวเนื่องเนื่อง เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า ส่วน PTTEP แนวโน้มกำไรปี 2567 ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมิน TOP ว่าแนวโน้มไตรมาส 1/67 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน จากต้นทุนน้ำมัน Crude Premium ต่ำลง โดยนับจากไตรมาส 1 จนถึงปัจจุบัน Murban Premium ต่ำลง 2.2 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล รวมทั้ง Spread ผลิตภัณฑ์อะโรมาติกส์ PX BZ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


สำหรับค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลงตามฤดูกาล และขาดทุนสต็อกน้ำมันจำนวนมากไม่เกิดขึ้น คงคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2567 ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีก่อน เนื่องจากการชะลอตัวของค่าการกลั่น


อย่างไรก็ตามสมมติฐานเริ่มมี Upside จากต้นทุนน้ำมัน Crude Premium ลดลงรวดเร็วตั้งแต่ต้นปี, อานิสงส์จากการจำหน่ายน้ำมันดีเซล Euro 5, การเพิ่มขึ้นของ Spread อะโรมาติกส์อย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ราคาปัจจุบันซื้อขายบน PBV 0.6 เท่า และคาดเงินปันผลช่วงครึ่งหลังปี 66 สูง 2.35 บาท/หุ้น (Yield 4.6%) อย่างไรก็ตาม คงคาแนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 55.00 บาท เนื่องจากระยะสั้นคาดว่า Upside ของหุ้นจะถูกจำกัดด้วยความไม่ชัดเจนของข่าวลือปิดซ่อมบำรุงนอกแผนของหน่วยกลั่นน้ำมัน เชิงกลยุทธ์แนะนำรอดูรายละเอียดอย่างเป็นทางการเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน (ประกาศงบการเงินวันที่ 14 ก.พ.)


ด้าน PTTEP นักวิเคราะห์ค่ายดังกล่าว ประเมินว่า แม้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยนับจากไตรมาส 1/67 ถึงปัจจุบัน อยู่ที่ 78 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล คาดราคาก๊าซธรรมชาติ และปริมาณขายยังประคองตัวจากไตรมาสก่อน


อีกทั้งต้นทุนการผลิตจะลดลงจากไตรมาสก่อนตามฤดูกาล ช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาน้ำมันได้ ประเมินเบื้องต้นกำไรปกติไตรมาส 1/67 ยังอยู่ในเกณฑ์ดีระดับ 1.9 หมื่นล้านบาท


คงประมาณการกำไรปกติปี 2567 ที่ 6.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 15% จากปีก่อน แม้กำไรปกติชะลอตัวตามแนวโน้มราคาขายราคาน้ำมัน – ก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมกำไรยังอยู่ในเกณฑ์ดีจาก แนวโน้มปริมาณขายเร่งตัวขึ้นเป็น 5.05 แสนบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อนโดยเฉพาะการเร่งผลิตโครงการเอราวัณตั้งแต่เดือนเม.ย.เป็นต้นไป


โดยประมาณการกำไรดังกล่าวยังเป็นฐานกำไรระดับสูงเทียบกับค่าเฉลี่ยช่วง 10 ปีล่าสุด (ปี 2557 – 2566) ที่มีกำไรปกติระดับ 1.4 – 9.3 หมื่นล้านบาท


ส่วน ROE อยู่ระดับสูง 12.8% และประมาณการยังไม่รวมดีลซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานลม 280 MW (ปิดดีลช่วงไตรมาส 2/67) กรณีรับรู้เต็มปีคาดส่วนแบ่งกำไร 1 – 3 พันล้านบาท


ดังนั้นแนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 165 บาท โดยมีมุมมองบวกต่อการลงทุนหุ้นในระยะสั้นมากขึ้นจาก ประกาศกำไรไตรมาส 4/66 และเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 66 สูงกว่าคาด แนวโน้มกำไรปี 2567 ยังอยู่ในเกณฑ์ดี


ระยะสั้นสามารถเก็งกำไรลุ้นการฟื้นตัวตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และความคืบหน้าโครงการปิโตรเลียมพื้นที่ทับซ้อนไทย - กัมพูชา(OCA) ช่วงต้นเดือนก.พ. ขณะที่ เงินปันผลงวดครึ่งหลัง 66 ให้ Yield สูง 3.6% โดยจะช่วยจำกัด Downside