Official Update :

คัดหุ้นไซส์กลาง-เล็ก ให้ปันผลสูง ลุ้นฟอร์มเด่น รับวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง

นโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในปัจจุบัน ได้มีนักวิเคราะห์หลายๆเฮ้าส์ได้ออกมาคาดการณ์ถึงแนวโน้มในอนาคตว่าใกล้สิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นและจะเข้าสู่วัฏจักรขาลงได้ในไม่ช้า ซึ่งหากเป็นไปตามคาดก็จะทำให้ปัจจัยความกดดันของตลาดหุ้นทั่วโลกถูกปลดล็อกไปได้อีกหนึ่งชั้น


โดยสิ่งที่ตามของเหล่านักลงทุนต่อจากนี้ก็คงจะเป็นมุมมองการลงทุนว่า ธีมการลงทุนที่น่าสนใจหรือหุ้นกลุ่มใดที่จะได้รับประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยดังกล่าว ในวันนี้ทาง Wealthy Thai ก็มีมุมมองการลงทุนและธีมหุ้นที่น่าสนใจมาฝากแก่นักลงทุนและผู้อ่านกัน


ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้มุมมองว่า หากธนาคารกลางสหรัฐฯเริ่มวัฏจักรของการปรับลดดอกเบี้ย มีโอกาสที่จะทำให้หุ้นขนาดกลาง-เล็กของไทยจะกลับมา Outperform ในลำดับถัดไป โดยเฉพาะในภายใต้สถานการณ์ที่ SET100 ถูกจำกัดการไหลเข้าของฟันด์โฟลว์ต่างชาติ


รวมไปถึง หากธนาคารกลางแห่งประเทศไทยได้ทำการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี ที่นอกเหนือจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินในระยะกลาง-ยาว คาดจะช่วยลดความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องผ่านการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้นับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังปี 2567 เป็นต้นไป


สำหรับหุ้นเด่นหรือหุ้นแนะนำเก็งกำไร ประกอบไป SHR, I2, SECURE, SYMC, THCOM, III, ASW, MASTER,WARRIX, NER, TTCL, SNNP และ ONEE  ด้วย 3 ปัจจัยหลัก 1.แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/66 เติบโตเด่นหรือผลประกอบการมีแนวโน้มผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว


รวมไปถึงคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังปี 2566 ที่สูง (หรืองวดปี 2566 กรณีบริษัทมีโยบายจ่ายเงินปันผลปีละครั้ง) และมูลค่าหุ้นที่น่าดึงดูดหลังการปรับตัวลงตามสภาวะตลาด ซึ่งสาเหตุหลักเป็นผลจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เร่งตัวขึ้นในปี 2566


ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานธุรกิจและคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในปี 2566 จาก 13 หุ้นข้างต้น พบว่า 5 หุ้นที่มีความโดดเด่น จะประกอบไปด้วย NER ที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้คาดการณ์เงินปันผลในปี 66 ที่ 0.32 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.96%


ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานคาดผลประกอบการไตรมาส 4/66 จะฟื้นตัว จากราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นและปี 67 จะเป็นปีที่ดี จากมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาเพิ่มและราคายางที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากจากความกังวลในเรื่องของความขัดแย้งใน red sea จึงคาดกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 1,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ดังนั้น แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่  6.15 บาท


ต่อมา TTCL นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด คาดการณ์เงินปันผลในปี 66 ที่ 0.20 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.71% ซึ่งพื้นฐานของธุรกิจในปี 2567 ยังคงสดใส โดยมีงานในมือที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีกกว่า 1.84 หมื่นล้านบาท และยังมีการเข้าประมูลงานใหม่อย่างสม่ำเสมอในระดับ 4-5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ฐานะการเงินจะแข็งแกร่งขึ้นมากหลังได้รับเงิน 1.1 พันล้านบาท  จากคดี Rocksalt ดังนั้น แนะนำ “Outperform” ราคาเป้าหมายที่ 7 บาท


ถัดมาเป็น ASW นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดเงินปันผลปี 66 ที่ 0.45 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.30% สำหรับปัจจัยพื้นฐานในปี 2567 คาดกำไรสุทธิที่ 1,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.1% จากการโอนโครงการแนวสูงที่จะสร้างแล้วเสร็จ7 แห่ง มูลค่ารวม 9.9 พันลบ ดังนั้น แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 9.80 บาท


ขณะที่ I2 นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดเงินปันผลปี 66 ที่ 0.10 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 4.70% สำหรับปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจกำไรสุทธิปี 2567 จะอยู่ที่ 108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% ซึ่งแนวโน้มธุรกิจยังคงเด่นต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกปี 2567 จากรอบการรับรู้งานในมือ และแนวโน้มไตรมาส 2/67 การเดินหน้าพิจารณางบประมาณภาครัฐจะกลับมาเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นรอบใหม่ จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.08 บาท


สุดท้าย III นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดเงินปันผลปี 66 ที่ 0.43 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 4.40% โดยกำไรสุทธิปี 2567 จะอยู่ที่ 497 ล้านบาท ลดลง -13.5% แต่ให้ติดตามผลประกอบการหลังการ Dilution ของส่วนแบ่งกำไรร่วมค้าจาก ANI จะเป็นอัพไซด์ให้ผลประกอบการปี 67 จึงแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายที่ 10 บาท