หุ้นกลุ่ม “ธนาคาร” ปี 67 อาจฟันกำไรพุ่ง 2.13 แสนลบ.
หุ้นกลุ่มธนาคารยังเป็นที่จับตาของนักลงทุน หลังจากล่าสุด SCB ประกาศจ่ายปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2566 อีก 7.84 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนเงินปันผลต่อกำไร (Dividend Payout) สูงถึง 80% จากช่วงก่อนหน้าที่จ่ายไปแล้ว 2.50 บาท ทำให้ปันผลรวมทั้งปี 2566 จะอยู่ที่ 10.34 บาท ส่งผลให้นักลงทุนต่างคาดหวังเงินปันผลหุ้นธนาคารตัวอื่นๆ ที่จะทยอยประกาศออกมา
แต่ในแง่ของการเติบโตจะมีความน่าสนใจแค่ไหน Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบผ่านการประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยังคงน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารที่ “เท่ากับตลาด” แม้เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กำลังจะปรับตัวลง
อีกทั้งยังมีความน่าสนใจในแง่ของการเติบโตของกำไรสุทธิ หนุนจากค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองที่ดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว รวมถึง Valuation โดยรวมอยู่ในระดับที่ไม่แพง และมีการจ่ายปันผลสูง เลือก KBANK และ SCB เป็น Top Pick
โดยยังชอบ KBANK ราคาเป้าหมาย 162 บาท จากแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 ที่คาดจะกลับมาโตทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน หลังค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และการตั้งสำรองผ่อนคลายลง อีกทั้งปัจจุบันซื้อขาย ที่ระดับ PBV ปี 2567 ต่ำเพียง 0.5 เท่า
รวมถึง SCB ราคาเป้าหมาย 128 บาท ที่มีปันผลเด่นเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น (จ่ายปันผลจากกำไรสุทธิครึ่งหลังปี 66 หุ้นละ 7.84 บาท ขึ้น XD วันที่ 17 เม.ย. และจ่ายปันผลวันที่ 3 พ.ค.) หลังปรับเพิ่ม Div. Payout Ratio ขึ้นเป็น 80.7% และยังมีแนวโน้มผลดำเนินงานเติบโตน่าสนใจจากการลงทุนขยายธุรกิจ Consumer Finance และ Fintech ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าธุรกิจเดิมของธนาคาร
ขณะที่จากการสรุปรายงาน ธ.พ.1.1 เดือน ม.ค.ของหุ้นกลุ่มธนาคารภายใต้ Coverage มีประเด็นน่าสนใจ ดังนี้ 1. ภาพรวมสินเชื่อรวมลดลง 0.4% จากเดือนก่อน กดดันจากสินเชื่อธนาคารใหญ่ที่ลดลง 0.4% จากเดือนก่อน ส่วนธนาคารขนาดกลาง เล็ก ลดลง 0.2% จากเดือนก่อน จากผลของฤดูกาล ซึ่งปกติช่วงต้นปีจะมีลูกหนี้เข้ามาชำระหนี้ มากกว่าปกติทำให้สินเชื่อรายย่อยทั้งสินเชื่อบ้านสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ปรับตัวลง
2.ธนาคารที่มีสินเชื่อโตเด่นสุดคือ BBL เพิ่มขึ้น 0.9% จากเดือนก่อน เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลักๆ มาจากลูกหนี้บริษัทขนาดใหญ่ ที่กลับมาลงทุนขยายธุรกิจทั้งในไทยและอาเซียน รองลงมาคือ KKP เพิ่มขึ้น 0.2%จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่แม้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือหนึ่งและมือสองจะชะลอตัวหลังผ่านพ้นงาน Motor Expo แต่สินเชื่อ SME ขนาดกลางและสินเชื่อจำนำทะเบียนเริ่มกลับมาขยายตัว
3.ธนาคารที่สินเชื่อลดลงมากที่สุดในกลุ่มคือ KBANK ลดลง 1.9% จากเดือนก่อน ลดลง 1.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการสอบถามบริษัท ระบุว่าเกิดจากการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้บริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงลูกหนี้รายย่อยที่เข้ามาชำระหนี้คืนมากกว่าปกติ
อย่างไรก็ตามแม้สินเชื่อต้นปีจะยังชะลอตัว แต่มองว่าเป็นเพียงปัจจัยด้านฤดูกาล และจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้สังเกตเห็นการบริหารจัดการเงินฝากของธนาคารต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับยอดสินเชื่อที่ชะลอลง ทำให้ Loan to Deposit Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 87.5% จาก 87.2% ในเดือน ธ.ค. 67 จากการลดลง ของเงินฝากที่เร็วกว่าการลดลงของสินเชื่อ
ดังนั้นจึงคาดรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิในไตรมาส 1/67 จะไม่ถูกกดดันมากนัก หนุนให้คาดกำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 1/67 จะกลับมาโตทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน
เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดต่ำลง และธนาคารใหญ่ได้ผ่านการตั้งสำรองสำหรับกรณีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไปแล้ว และคาดกลุ่มธนาคารจะมีกำไรสุทธิปี 2567 จำนวน 213,568 ล้านบาท โต 9.3% จากปีก่อน
สำหรับคำแนะนำ BBL แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 190 บาท, KBANK แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 162 บาท, KKP แนะนำ TRADING ราคาเป้าหมาย 52 บาท, KTB แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23 บาท, SCB แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 128 บาท, TISCO แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 116 บาท และ TTB แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 1.98 บาท

