เผยโฉม TFFIF ผู้รับทรัพย์! ขึ้นค่าทางด่วน “บูรพาวิถี-ฉลองรัช”
หากพูดถึงการสัญจรหรือการเดินทางภายในประเทศไทย ผู้คนอาจจะคุ้นชินกับระบบขนส่งมวลในเมืองอย่างรถไฟฟ้า รถขนส่งมวล และแท็กซี่ เป็นต้น แต่หากพูดถึงการอำนวยความสะดวกสำหรับรถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางระหว่างเมืองก็จะมี ทางด่วนและทางพิเศษให้ใช้บริการ
โดยแน่นอนว่าการใช้บริการดังกล่าว ย่อมมีค่าผ่านทางด้วยเช่นกัน ซึ่งล่าสุดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีกำหนดปรับค่าผ่านทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) และทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2567 ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขสัญญากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF
สำหรับอัตราค่าผ่านทางใหม่ ทางพิเศษฉลองรัฐ รถ 4 ล้อ ปรับจาก 40 บาท เป็น 45 บาท รถ 6-10 ล้อ จาก 60 บาท เป็น 65 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ จาก 80 บาท เป็น 90 บาท ส่วนทางพิเศษบูรพาวิถี รถ 4 ล้อ ปรับจาก 70 บาท เป็น 80 บาท, รถ 6-10 ล้อ จาก 145 บาท เป็น 165 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ จาก 220 บาท เป็น 245 บาท
ในวันนี้ทาง Wealthy Thai อยากจะพานักลงทุนมาดูผลประกอบการและข้อมูลเบื้องลึกของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF ที่เป็นดั่งผู้อยู่เบื้องหลังในการบริหารจัดการและคิดอัตราค่าผ่านทางของทั้ง 2 เส้นทางกันว่าจะเป็นเช่นไร
ก่อนที่เราจะพูดถึงผลประกอบการของ TFFIF นั้น อยากจะปูพื้นฐานให้แก่ผู้อ่านได้เข้าใจว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ TFFIF คือกองทุนโครงสร้างพื้นฐานลงทุนในสิทธิที่จะได้รับรายได้ 45% ของรายได้ค่าผ่านทางรวมสุทธิที่จัดเก็บได้จากเส้นทางในปัจจุบันของทางพิเศษฉลองรัช และทางพิเศษบูรพาวิถี เป็นระยะเวลา 30 ปี
โดยผลประกอบการในปี 2566 (ต.ค. 65 - ก.ย. 66) กองทุนมีรายได้หลักๆมาจากการลงทุนในทางด่วนทั้ง 2 เส้นรวมกันกว่า 1,984 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 10% ด้วย 3 หัวใจหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อน ไม่ว่าจะปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจ, การกลับเข้าทำงานของพนักงานออฟฟิศที่มีมากขึ้น และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยสนับสนุน
และหากถึงการจ่ายผลประโยชน์ให้แก่ผู้ลงทุน ทางกองทุนก็ได้มีการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องถึง 21 ครั้ง โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีการจ่ายเงินปันผลต่อหน่วยลงทุน (DPU) ตั้งแต่ปี 2562 ที่ 0.3926 บาท, ปี 2563 ที่ 0.3980 บาท, ปี 2564 ที่ 0.3170 บาท, ปี 2565 ที่ 0.3721 บาท และล่าสุดปี 2566 ที่ 0.4130 บาท
ทั้งนี้ หากจะพูดถึงในแง่ของความน่าสนใจของกองทุนดังกล่าว ภายใต้มุมมองจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ชูให้ TFFIF ให้เป็นหนึ่งใน Top Pick ที่แนะนำ “ซื้อ” ของกลุ่มกองรีทและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ราคาเป้าหมาย 9.40 บาทและมีอัพไซด์ที่กว้างถึง 21%
ด้วยจุดเด่นอย่างการจ่ายปันผลดี และมี IRR สูง โดยคาดการณ์เงินปันผลกองทุนปี 2566- 2567 ไว้ที่ 0.42 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 13% และ 0.50 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 19% และ ณ ราคาปัจจุบันที่ 7.75 บาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.4% และ 6.4% ตามลำดับ ขณะที่ ณ ปัจจุบันกองทุนมี IRR สูงที่ 7.9%
สำหรับฟันเฟืองที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้จะมาจากปริมาณการใช้ทางด่วนที่เพิ่มขึ้นหลังมีทางด่วนใหม่ๆเข้ามาเชื่อมต่อกับทางด่วน 2 เส้นทางที่กองทุนบริหารอยู่ และการปรับขึ้นอัตราค่าผ่านทางที่จะเพิ่มได้ 5 บาท ซึ่งส่วนนี้จะเป็นอัพไซด์ต่อรายได้ และยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการและราคาพื้นฐาน
เช่นเดียวกันกับ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ได้คาดการณ์ DPU ของ TFFIF จะแสดงยังคงเติบโตปี 2567-68 ที่ 0.496 บาท และ 0.511 บาท ตามปริมาณจราจรที่เติบโตและอัตราค่าผ่านทางจะเพิ่มขึ้น ซึ่งคิดเป็นอัตราตอบแทนเงินปันผลที่ 7.6% และ 7.9% ในปี 2567-68
พร้อมกับ แนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายที่ 8.90 บาท จากการได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ กิจกรรมธุรกิจที่มากขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวขาขึ้นในปีนี้ และการปรับขึ้นอัตราค่าผ่านทาง รวมไปถึงมูลค่าหน่วยที่น่าสนใจเมื่อเทียบส่วนต่างอัตราตอบแทนเฉลี่ยในปี 2567 กับปี 2562 หรือก่อนเกิด COVID-19
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ก็ยังได้ให้ความคิดเห็น ถึงการปรับอัตราค่าผ่านทางสำหรับทางพิเศษฉลองรัช และบูรพาวิถี หลังวันที่ 31 มีนาคม 2567 ซึ่งหลังจากนั้นจะมีการปรับขึ้นค่าผ่านทางฉลองรัชขึ้นประมาณ 5-10 บาท มาเป็น 45-90 บาท ตามประเภทรถ และทางบูรพาวิถีปรับขึ้นอัตราค่าผ่านทางรถ 4 ล้อ เริ่มต้น 80-245 บาท และตามประเภทรถและระยะทาง ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อส่วนแบ่งรายได้จากทางด่วนทั้ง 2 เส้นทางที่ส่งให้แก่กองทุน
อย่างไรก็ดียังคงประมาณการปี 2567 มีรายได้ 2,149 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% และกำไรสุทธิที่ 2,042 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% โดยคาดจะเห็นการฟื้นตัวของรถใช้ทางด่วนอย่างต่อเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมา การเดินทางขนส่ง การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และกิจกรรมการเดินทางผ่านทั้งสองเส้นที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปี 2566/67 จะได้รับผลบวกจากการปรับขึ้นค่าผ่านทาง จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท

