หุ้น “สื่อทีวีไทย” ปี  66 อาการหนัก! กำไรดิ่งยกแผง-ค่าโฆษณาวูบ

นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (Nielsen) ได้เปิดเผยมูลค่าประมาณการเม็ดเงินโฆษณา (AdEx) สําหรับปี 2566 อยู่ที่ 116,413 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่ 112,713 ล้านบาท โดยสื่อที่เพิ่มขึ้นสูงสุด คือ โฆษณานอกบ้าน เพิ่มขึ้น 15.6% และสื่ออินเทอร์เน็ต เพิ่มขึ้น 12.7% หลังจากสถานการณ์โควิด -19 คลี่คลายและสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติมากขึ้นประกอบกับพฤติกรรมบริโภคสื่อโฆษณาของประชาชนเปลี่ยนไป


ขณะที่มูลค่าใช้จ่ายรวมของกลุ่มโทรทัศน์ (TV) อยู่ที่ 60,689 ล้านบาท ลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกลุ่มโทรทัศน์ยังคงเป็นสื่อโฆษณาหลักและมีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดถึงประมาณ 52.1% ดังนั้น Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจภาพรวมผลประกอบการปี 2566 ของหุ้นกลุ่มโทรทัศน์ (TV) ว่าจะมีความน่าสนใจแค่ไหน


แต่จากการสำรวจข้อมูลพบว่า หุ้นกลุ่มโทรทัศน์ ในปี 2566 ผลงานถือว่าอาการหนักพอสมควร เพราะตัวเลขกำไรสุทธิที่ปรับตัวลดลงยกแผง ซึ่งปัจจัยกดดันหลักๆ ยังมาจากเม็ดเงินสื่อโฆษณาที่ลดลง


โดย บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC รายงานปี 2566 มีกําไรสุทธิ 210 ล้านบาท ลดลง 65.4% จากปี 2565 และมีรายได้จากการดําเนินงาน อยู่ที่ 4,652.9 ล้านบาท ลดลง 9% จากปี 2565 ที่อยู่ระดับ 5,114.7 ล้านบาท


สำหรับรายได้จากการขายเวลาโฆษณาอยู่ที่ 3,963.2 ล้านบาท ลดลง 10.9% จากปี 2565 ถึงแม้ว่าบริษัทจะสามารถเพิ่มความเป็นผู้นําและสร้างความนิยมของเรตติ้งของธุรกิจทีวีในกลุ่มเป้าหมาย จากละครคุณภาพ เช่น “หมอหลวง” “มาตาลดา” และ “พรหมลิขิต” จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อน Soft-Power ของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริม “5F Soft Power”


ทั้งนี้รายได้จากการขายเวลาโฆษณายังคงเป็นรายได้หลักของกลุ่ม BEC อยู่ที่ 85.2% ของรายได้จากการดําเนินงาน โดยยังคงมาจากการขายเวลาโฆษณาของ “ช่อง 33” เป็นหลัก


อย่างไรก็ตาม BEC สามารถทํารายได้เพิ่มจากรายได้จากการให้ใช้ลิขสิทธิ์และบริการอื่นที่ 689.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% จากปี 2565 โดยรายได้จากการให้ใช้ลิขสิทธิ์และบริการอื่น ประกอบด้วย รายได้จากสองธุรกิจหลัก


ได้แก่ รายได้จากธุรกิจการจัดจําหน่ายละครไปต่างประเทศ (Global Content Licensing) และ ธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) คิดเป็น 14.4% ของรายได้จากการดําเนินงานของกลุ่ม BEC เนื่องจากมีละครที่มีกระแสตอบรับที่ดีจนเป็น Soft Power ของสังคม ประกอบกับมีการร่วมมือกับหลายพันธมิตรคู่ค้าเพื่อเพิ่มสมาชิก SVOD


ต่อด้วย บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK ที่ผลงานปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยมีกำไรสุทธิเพียง 13.48 ล้านบาท ลดลงสูงถึง 92% จากปี 2565 และมีรายได้รวมตามงบการเงินรวมในปี 2566 (ไม่รวมรายได้อื่น) เท่ากับ 2,421.98 ล้านบาท ลดลง 1% จากปี 2565


โดยในปี 2566 บริษัทมีรายได้จากรายการโทรทัศน์ 1,896.24 ล้านบาท ลดลง 9% จากปี 2565 ซึ่งเป็นไปตามการลดลงของเม็ดเงินโฆษณาผ่านช่องทางโทรทัศน์เนื่องจากสภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4/2566 ซึ่งเม็ดเงินโฆษณาผ่านช่องทางโทรทัศน์ลดลงกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต


แต่รายได้จากการรับจ้างจัดงานอยู่ที่ 158.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เนื่องจาก ได้รับจ้างจัดงานสำคัญให้แก่ลูกค้าในจำนวนใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2565 แต่มูลค่าเฉลี่ยต่องานเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากการจัดคอนเสิร์ตและละครเวที 291.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% โดยมีการจัดคอนเสิร์ตและละครเวทีเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปี 2565


ทางด้านบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE มีกำไรสุทธิ 506.6 ล้านบาท ลดลง 31.4% จากปีก่อน เนื่องจากต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่ทำรายได้เติบโตสูงในปีนี้เป็นธุรกิจที่ดำเนินการภายใต้กลยุทธ์ใหม่


โดยกลุ่มบริษัทกำลังปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตคอนเทนต์คุณภาพ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีการปรับกลยุทธ์การบริหารควบคุมค่าใช้จ่าย โดยมีเป้าหมายปรับอัตรากำไรสุทธิในปี 2567 ให้ดีขึ้นกว่าในปี 2566


ทั้งนี้ ในปี 2566 บริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 6,514.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นหลักๆ มาจากการจัดคอนเสิร์ตและกิจกรรม เติบโต 111.2% การบริหารจัดการศิลปิน เติบโต 48.2% และการขายสินค้าซึ่งเป็นสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับศิลปิน เติบโต 44.8% จากปีก่อน


แต่รายได้จากสื่อโฆษณาโทรทัศน์ลดลง 3.5% เป็นไปตามแนวโน้มของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาที่มีการใช้เม็ดเงินกับในสื่อนี้ลดลง ส่วนรายได้จากธุรกิจรับจ้างและผลิตรายการลดลงในปีนี้ เนื่องจากการปรับกลยุทธ์ของบริษัทที่เน้นการผลิตคอนเทนต์คุณภาพ


ปิดท้ายกันที่ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO ปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 255.1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2565 มีกำไรสุทธิ 69.33 ล้านบาท และมีรายได้รวม 1,895.4 ล้านบาท ลดลง 9.4% จากปี 2565


ทั้งนี้รายได้สื่อโฆษณาปรับลดลงจากปัจจัยความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงภาวะดอกเบี้ยสูง และกำลังซื้อชะลอตัว โดยภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาของปีนี้ ปรับลดลงจากปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 4/2566 บริษัทย่อยได้บันทึกปรับลดสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 192.8 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการณ์ที่คาดว่าจะได้รับจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี


อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายจากการขายเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 จากการเปิดตัวภาพยนตร์ และซีรีส์ภายใต้ MONO ORIGINAL ทั้งหมดสี่เรื่อง จึงจำเป็นจะต้องสร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์ให้ได้มากที่สุดในระยะแรก


แต่อย่างไรก็ตามรายได้การให้บริการคอนเทนต์ MONOMAX และ 3BB GIGATV เพิ่มขึ้น 127.5 ล้านบาท คิดเป็น22.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ธุรกิจยังคงมีการเติบโตสอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการดิจิตอล โดยจำนวนผู้ใช้งานรวม MONOMAX ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 คือ 0.86 ล้านคน


Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
TU ฉลอง 10 ปี กลยุทธ์ “Sea Change” ชี้เชื่อมโยงการเงิน-ความยั่งยืนถึง 75% ลุยกุ้งคาร์บอนต่ำ ดัน Net Zero ในปี 2030
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
SpaceX ฉีกธรรมเนียม IPO เคาะราคาขาย 135 ดอลลาร์ล่วงหน้า จำนวน 555.5 ล้านหุ้น ก่อนโรดโชว์ ตลาดจับตาราคาไฟนอล 11 มิ.ย. นี้
เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us