Official Update :

JKN ประกาศผลงานปี 66 พลิกขาดทุนกว่า 2.1 พันลบ. เหตุบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์-รายได้ลิขสิทธิ์ลด

หลังจากมีปัญหาด้านสภาพคล่องทำให้แจ้งขอส่งงบการเงินล่าช้า ในที่สุด JKN หรือ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศผลประกอบการปี 2566 ออกมาเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทพลิกขาดทุน 2,157.48 ล้านบาท จากการด้อยค่าของสินทรัพย์ต่างๆ


โดยปี 2566 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 2,157.48 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 469.87% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 608.43 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการพิจารณาการด้อยค่าของสินทรัพย์ของบริษัท โดยมีการเปรียบเทียบการด้อยค่าของสินทรัพย์ของบริษัทจากการพิจารณาข้อบ่งชี้ของสินทรัพย์แต่ละประเภทกับมูลค่าจากผู้ประเมินอิสระภายนอกด้วย


ทั้งนี้มีการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน-ลิขสิทธิ์คอนเทนต์ของบริษัทและบริษัทย่อยรวมเป็นจำนวน 841.97 ล้านบาท ผลขาดทุนจากการด้อยค่าในเครื่องหมายการค้าและค่าความนิยมของบริษัทและบริษัทยอยรวมเป็นจำนวนเงิน 271.52 ล้านบาท และการตั้งสำรองด้อยค่าในสินทรัพย์อื่นรวมเป็นจำนวนเงิน 31.48 ล้านบาท


รวมทั้งสามรายการเป็นยอดรวมทั้งสิ้น 1,144.97 ล้านบาท และการรับรู้ผลขาดทุนทางด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของบริษัทและบริษัทย่อย โดยตั้งเป็นค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญรวมเป็นจำนวน 494.86 ล้านบาท นอกจากนั้นบริษัทมีการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าในเงินลงทุนในบริษัทย่อยรวมเป็นจำนวน 619.45 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการกระทบในงบการเงินเฉพาะแต่ละกิจการ


นอกจากรายการด้อยค่าข้างต้น ยังเป็นผลจากรายได้ในธุรกิจให้บริการและจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ในไตรมาส 4/66 มีจำนวนลดลงอย่างมาก แม้จะมีการรับรู้รายได้จากธุรกิจการจัดประกวดนางงามจักรวาลที่จัดประกวดในเดือนพฤศจิกายน 2566 แต่ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงของธุรกิจให้บริการและจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ได้


เนื่องด้วยในส่วนต้นทุนบริการของธุรกิจการขายและให้บริการได้รวมต้นทุนของการจัดการสิทธิ์ของมิสยูนิเวิร์สจากการจัดการประกวด 2 ครั้งในปี 2566 ไว้ (จัดประกวดในเดือนมกราคม 2566 และพฤศจิกายน 2566)


จากเหตุผลข้าวต้นจึงส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิสำหรับปี 2566 ปรับตัวลดลงอยู่ในสถานะขาดทุนสุทธิเป็นติดลบ 86.46% โดยในปี 2565 มีอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 21.85% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเมื่อเทียบกับรายได้รวมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่อัตรา 99.39% จาก 18.16% ในปี 2565