Official Update :

5 หุ้น หล่อขั้นเทพ! เมื่อนักวิเคราะห์แห่อัพเป้าหมาย

ในช่วงสภาวะตลาดที่ผันผวน จากแรงกดดันของ COVID-19 ที่ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนเลยว่าปัญหานี้จะคลี่คลายลงเมื่อไหร่ อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา หลายๆบริษัทก็ได้รายงานผลประกอบการออกมาในทิศทางที่ดี แม้ยังมีแรงกดดันจาก COVID-19 ส่งผลให้ราคาหุ้นตอบรับในเชิงบวกทันที วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวม 5 บริษัทที่นักวิเคราะห์ต่างปรับเพิ่มเป้าหมายมาฝากนักลงทุน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย


ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า หุ้นที่ทีมข่าวรวบรวมมา จำนวน 5 หลักทรัพย์นั้น  เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำใดๆทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามหากนักลงทุนต้องการข้อมูลหุ้นตัวไหน สามารถ comment มาบอกทีมงานเราได้เลย



SCC
ราคาผลิตภัณฑ์-สเปรดปรับขึ้นต่อ

สำหรับ 5 หุ้นสุดฮอตที่นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มเป้าหมายนั้น เริ่มจากพี่ใหญ่ของตลาดหุ้นไทยอย่าง SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดรายงานกำไรสุทธิ สูงถึง 14,914 ล้านบาท เติบโต 114% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงสุดในรอบ 15 ไตรมาส เนื่องจากได้รับผลบวกทั้ง 3 ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง


โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ ซื้อ เพิ่มเป้าหมายเป็น 520 บาท จากเดิม 450 บาท โดยประเมินว่า ภาพรวมไตรมาส 2/64 มีแนวโน้มจะดีขึ้นอีก แรงหนุนสำคัญจากธุรกิจเคมิคอลส์  ซึ่งราคาผลิตภัณฑ์ รวมถึงสเปรด HDPE, PP, PVC ปรับขึ้นต่อ เพราะ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังต่อเนื่อง  ชัพพลายมีข้อจำกัดจากโรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งมีการปิดซ่อมบำรุง 


นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น 12% ของ MOCD ช่วยเพิ่มยอดขาย  ธุรกิจปูนซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง คาดจะเติบโตจากปีก่อน จากโครงการภาครัฐบาลยังต่อเนื่อง และ การก่อสร้างที่อยู่อาศัยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น  ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจร แนวโน้มเติบโตต่อเนื่องแรงหนุนจากขยายกำลังการผลิต และ ควบรวมกิจการ  แต่ธุรกิจปิโตรเคมีครึ่งปีหลังจะชะลอตัวจากครึ่งปีแรกจากกำลังการผลิตใหม่รวม  รวมแล้วเราปรับประมาณการเพิ่มขึ้นอีก คาดกำไรปีนี้ 44,892 ล้านบาท โต 32%จากปีก่อน



COM7 ได้ประโยชน์จากกระแส WFH และ 5G

ต่อมาผู้จำหน่ายสินค้าไอทีอย่าง บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ล่าสุดงวดไตรมาส 1/2564  มีรายได้รวม 11,989.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.3% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 8,195.6 ล้านบาท และมีกําไรสุทธิ เท่ากับ 565.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 287.9 ล้านบาท  นับเป็นการเติบโตอย่างน่าประทับใจ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิต-19 แต่ COM7 ยังสามารถปรับตัวได้ดี และมียอดขายในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์เติบโต


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เราปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสิ้นปี 2565 ขึ้นจากเดิมที่ 72.00 บาท เป็น 82.00 บาท จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่น่าสนใจ จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2564-65 ขึ้นอีก 13%


ทั้งนี้ COM7 มีกลยุทธ์ทางธุรกิจชัดเจนที่จะรักษาอัตราการเติบโตของกำไรด้วยการขยายสาขาร้าน, การคัดสรรสินค้ามาจำหน่าย, และการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะทำให้บริษัทได้ประโยชน์จากกระแส WFH ในระยะสั้น และกระแสการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี 5G ในระยะกลางและยาวด้วย


นอกจากนี้ผลประกอบการที่ดีเกินคาดในไตรมาส 1/64 เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2564-65 ขึ้นอีก 13% เพื่อสะท้อนถึง การปรับเพิ่มประมาณการยอดขาย 3% การปรับลดประมาณการสัดส่วน SG&A ต่อยอดขายปีนี้ลงเหลือ 7.8% (จากเดิม 8.3%) และปี 2565 เหลือ 7.5% (จากเดิม 8.0%) ซึ่งจะส่งผลให้ประมาณการกำไรของ COM7 ในปีนี้เพิ่มขึ้น 42% จากปี 63 และปี 2565 เพิ่มขึ้น 28% จากปี 64



TU ไตรมาส 2 เข้าสู่ไฮซีซั่น

ต่อมา TU หรือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง และขยายธุรกิจให้ครบวงจรด้วยธุรกิจอาหารสำเร็จรูปและอาหารว่าง โดยเน้นอาหารทะเล ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ ธุรกิจการตลาดภายในประเทศ ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจพัฒนาสายพันธุ์กุ้งเพื่อจำหน่าย


ล่าสุดไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,803 ล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 77% และ มียอดขายคงที่อยู่ที่ระดับ 31,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งฟื้นตัว โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกา และ ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ประกอบกับ การบริหารจัดการต้นทุนที่ดี และ ได้รับผลดีจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กำไรไตรมาส 1/64 มีดีกว่าที่คาดจากอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มสินค้า แนวโน้มกำไรยังแข็งแกร่งในไตรมาส 2/64 โดยยอดขายอาหารทะแลแช่แข็งและอาหารสัตว์เลี้ยงฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ Red Lobster คาดว่าจะขาดทุนลดลงอย่างมีนัยยะหลังจากการเปิดเมือง เราปรับเพิ่มประมาณการกำไร และปรับราคาเป้าหมาย (PER 13 เท่า) เป็น 18 บาท จากเดิมที่ 16.50 บาท แนะนำ Trading Buy


คาดว่ากำไรไตรมาส 2/64 ยังดีต่อเนื่องโดยเข้าสู่ไฮซีซั่น และอาหารทะเลแช่แข็งฟื้นตัวได้ต่อหลังจากสหรัฐฯ เปิดเมืองมากขึ้นซึ่งทำให้ธูรกิจร้านอาหารซื้อสินค้าจาก TU เพิ่มขึ้น ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นทิศทางขาขึ้นตาม Demand ที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและส่งออก ราคาวัตถุดิบปลาทูน่ายังอยู่ในระดับต่ำทำให้ TU สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วน Red Lobster จะฟื้นตัวจากฐานต่ำในปีก่อนที่มีการล็อกดาวน์ โดยประเมินกำไรสุทธิปร 64 ที่ 6,578 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 6,246.09  ล้านบาท



GLOBAL กำไรจะเติบโตทุกไตรมาส

ขณะที่บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง วัสดุตกแต่ง เครื่องมือ อุปกรณ์ที่ใช้ในงานก่อสร้าง ต่อเติม ตกแต่ง บ้านและสวนแบบควบวงจร (one stop shopping center) โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า โกลบอล เฮ้าส์ (Global House) โดยนำระบบ Drive-through มาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับสินค้าโครงสร้างของลูกค้า


ล่าสุดรายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิ จำนวน 965.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.80% จากไตรมาส 1/63 ที่มีกำไรสุทธิ 615.92 ล้านบาทโดยรายได้รวมประจำไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 8,828.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปี 63 จำนวน 1,393.57 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 18.74% ประกอบด้วย รายได้จากการขาย จำนวน 8,678.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,403.65 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19.29% เป็นผลมาจากยอดขายของสาขาเดิมที่เพิ่มขึ้น และการเปิดสาขาใหม่เพิ่ม 6 สาขา ส่วนรายได้อื่น จำนวน 149.63 ล้านบาท ลดลง 10.08 ล้านบาท หรือ ลดลง 6.31 % เป็นผลมาจากการลดลงของรายได้จากการบริหารคลังสินค้าของศูนย์กระจายสินค้าวังน้อย และรายได้ส่งเสริมการขาย


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสิ้นปี 2565 จากเดิมที่ 23.50 บาท เป็น 27.00 บาท เนื่องจากกำไรปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 44% และ แนวโน้มกำไรที่คาดจะเติบโตทุกไตรมาสในปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


ทั้งนี้ราคาเหล็กขึ้นมาประมาณ 50% และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากจีน หลังจากที่มีการใช้มาตรการกระตุ้นการนำเข้าเหล็กเพื่อลดการผลิตเหล็กดิบในประเทศ ดังนั้น แนวโน้มราคาเหล็กที่สูงต่อเนื่องจะช่วยหนุนทั้งยอดขาย และอัตรากำไรขั้นต้นของ GLOBAL


โดยได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2564-65 ขึ้นอีก 10% เพื่อสะท้อนถึง SSSG ที่เพิ่มขึ้น 1-2% (เป็น 10% ในปี 2564 และ 4% ในปี 2565) iอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น 50-60bps และ สัดส่วน SG&A ต่อยอดขายที่ลดลง 40bps โดยคาดปี 2564 จะรายงานกำไรสุทธิ 2,943 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 1,956 ล้านบาท



GULF กำไรปี 2564-66 โตก้าวกระโดด

สุดท้ายอีกหนึ่งหุ้นยอดนิยมของนักลงทุนอย่าง บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF งวดไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิ 1,632.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปี 63 ที่ขาดทุน 413.25 ล้านบาท โดยกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 158.3% ดีขึ้นจากรายได้เงินปันผลจาก INTUCH จำนวน 683 ล้านบาท เข้ามาเสริมจากลุ่มโรงไฟฟ้า


โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) 2,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 158% จากไตรมาส 1/2563 โดยสาเหตุหลักมาจากรับรู้รายได้เงินปันผลจาก INTUCH จำนวน 683 ล้านบาท, รับรู้ผลกำไรของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ในประเทศเยอรมนี จำนวน 400 ล้านบาทตามสัดส่วนการถือหุ้น 50%, รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTT NGD) จำนวน 52 ล้านบาทจากการที่ GULF เข้าไปลงทุนในสัดส่วน 40% ในเดือนธันวาคม 2563


และกำไรที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มโรงไฟฟ้า 12 SPP ภายใต้กลุ่ม GMP เนื่องจากปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังรับรู้กำไรเต็มไตรมาสของโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลกัลฟ์ จะนะ กรีน (GCG) เทียบกับปีก่อนที่รับรู้เพียง 1 เดือน นับจากวันเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มีนาคม 2563


ทั้งนี้ในปี 2564 บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,500 เมกะวัตต์ จากโครงการโรงไฟฟ้าที่จะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ได้แก่ โครงการ GSRC หน่วยที่ 1 และ 2 กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,325 เมกะวัตต์ โดยหน่วยที่ 1 (662.5 เมกะวัตต์) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564 และหน่วยที่ 2 มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนตุลาคม 2564,


รวมทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเลที่ประเทศเวียดนาม (Mekong Wind) ระยะที่ 1-3 กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 128 เมกะวัตต์ จะเริ่มทยอยจำหน่ายไฟฟ้าระหว่างไตรมาส 2-3 ปีนี้ และโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ประเทศโอมาน (DIPWP) จำนวน 326 เมกะวัตต์ ระยะที่ 1 กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 40 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปีนี้ ส่งผลให้บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 7,903 เมกะวัตต์ ณ สิ้นปี 2564


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ได้ ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ซื้อ และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 42.40 บาท/หุ้น จากเดิมที่ระดับ 37.5 บาท/หุ้น  โดยมองหลังได้ INTUCH มาหนุนจะส่งให้กำไรปกติปี 2564-66 โตก้าวกระโดดเฉลี่ย +63% CAGR หลักๆจากการรวม INTUCH เข้ามาในประมาณการ (ให้สมมติฐานการถือหุ้นหลัง Tender ราว 54%)



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”