EGCO Group เปิดประตูสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของโลกและเป็นอันดับที่ 1 ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงยังมีการคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของอินโดนีเซียในช่วง 10 ปีข้างหน้าจะเติบโตต่อเนื่องในระดับ 4.7-5% ช่วยผลักดันให้ขนาดเศรษฐกิจขึ้นไปอยู่ในลำดับที่ 4 ของโลก ในปี ค.ศ. 2045


แนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูงทำให้ความต้องการพลังงานในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับรัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน โดยตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเป็น 25% ของกำลังผลิตทั้งหมด ภายในปี ค.ศ. 2030 จากความโดดเด่นทั้งหมดนี้ทำให้อินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าสนใจในสายตานักลงทุน


บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ผู้ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องระดับสากล เป็นหนึ่งในบริษัทไทยที่เล็งเห็นศักยภาพและขยายการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย ด้วยการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ในเครือบริษัท พีที จันทรา อศรี แปซิฟิก ทีบีเค หรือ CAP ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านไฟฟ้า เคมี และสาธารณูปโภคแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย


การเข้าลงทุนในครั้งนี้ บริษัท ฟีนิกซ์ เพาเวอร์ บี.วี. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO Group ถือหุ้นทั้งหมดและจดทะเบียนในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเพิ่มทุนกับบริษัท พีที จันทรา ดายา อินเวสตาสิ หรือ CDI  ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในเครือ CAP เพื่อเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 30% โดยมีมูลค่าการลงทุน 194 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,800 ล้านบาท และปิดดีลเรียบร้อยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566


CDI ได้ลงทุนในธุรกิจผลิตและขายไฟฟ้า ธุรกิจผลิตและส่งจ่ายน้ำ และธุรกิจบริหารจัดการคลังเก็บผลิตภัณฑ์เคมีและท่าเทียบเรือ โดยธุรกิจดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ยุทธศาสตร์และนิคมอุตสาหกรรม เมืองซีเลกอน (Cilegon) และเมืองเซรัง (Serang) จังหวัดบันเต็น (Banten) เกาะชวาตะวันตก ซึ่งเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมหลักขนาดใหญ่ ที่มีอุปสงค์ทางอุตสาหกรรมสูงและเติบโตอย่างรวดเร็ว


ธุรกิจของ CDI สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. ธุรกิจผลิตและขายไฟฟ้า ซึ่งมีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง จำนวน 2 แห่ง รวมกำลังผลิตที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 147 เมกะวัตต์ โดยมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนเชื้อเพลิงจากสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติในระยะยาว และยังเป็นเจ้าของระบบส่งในพื้นที่ โดยได้รับสิทธิ์ในการจำหน่ายไฟฟ้าแต่เพียงผู้เดียวในนิคมอุตสาหกรรมกรากาตัวเมืองซีเลกอน (Krakatau Industrial Estate Cilegon)


ขณะเดียวกันยังมีแผนขยายการเติบโตของธุรกิจผลิตและขายไฟฟ้าในอนาคต ทั้งการขยายกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าเดิม เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเหล็ก รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป และโซลาร์แบบลอยน้ำอีกด้วย


2.ธุรกิจผลิตและส่งจ่ายน้ำครบวงจรในนิคมอุตสาหกรรมกรากาตัวเมืองซีเลกอน โดยมีสัญญาระยะยาวกับลูกค้าอุตสาหกรรมที่หลากหลายในนิคมฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีแผนสร้างอ่างเก็บน้ำ โรงบำบัดน้ำ และโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเหล็กที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


3.ธุรกิจบริหารจัดการคลังเก็บผลิตภัณฑ์เคมีและท่าเทียบเรือแบบครบวงจรในพื้นที่ยุทธศาสตร์เมืองเซรัง โดยสินทรัพย์ส่วนนี้ประกอบด้วยท่าเทียบเรือ 2 แห่ง และคลังเก็บผลิตภัณฑ์เคมี ซึ่งธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตจากความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและปิโตรเลียม


สำหรับทิศทางการเติบโตของ CDI จะมุ่งเน้นขยายการลงทุนและพัฒนาโครงการภายในประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบการร่วมทุนกับพันธมิตรและการควบรวมกิจการ โดยมุ่งเน้นธุรกิจในกลุ่มโรงไฟฟ้า น้ำ คลังเก็บผลิตภัณฑ์เคมีและท่าเทียบเรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนการขยายฐานลูกค้าและรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำในประเทศอินโดนีเซีย


สำหรับ EGCO Group การลงทุนใน CDI เป็นการเปิดประตูสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและพลังงานสูง รวมถึงเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งเข้ามาได้ยาก นอกจากนี้ EGCO Group ยังสามารถรับรู้รายได้จากการลงทุนทันที ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะสั้นของบริษัท ที่มุ่งเน้นลงทุนในโครงการที่มีคุณภาพสูงและสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างรวดเร็ว โดยจะเริ่มรู้รายได้เต็มปี ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป


ประโยชน์ที่สำคัญอีกด้าน คือ การสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับ CAP ผู้ดำเนินธุรกิจด้านไฟฟ้า เคมี และสาธารณูปโภคแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีผู้หุ้นใหญ่เป็นบริษัทชั้นแนวหน้าของอินโดนีเซีย คือ กลุ่มแบริโต แปซิฟิก (Barito Pacific Group) และยังมีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของไทย ได้แก่  SCG และ TOP จึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นและมีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือกันทั้งในประเทศอินโดนีเซียและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน และโซลาร์ฟาร์ม เป็นต้น


Most Viewed
Wealth EZ
“ห้างหุ้นส่วนสามัญ”... ทางเลือกใน “การประหยัดภาษี” จริงหรือ?
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“UWEQP” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” ง่ายๆ สไตล์ “Passive” สร้าง “ผลตอบแทน” สะท้อนการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นระดับโลก กระจายความเสี่ยง พร้อมโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีระยะยาว
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
เปิดโผหุ้น 3 ธีมตัวตึง รับเม็ดเงินหมุนสู่ความมั่นคง
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
อินโดฯ ถูก MSCI ทบทวนสถานะ โบรกฯ มองเงินทุนอาจย้ายฐาน คาดไหลออกราว 8-9 พันล้านดอลลาร์ ไทยลุ้นรับอานิสงส์ ธีมเด่น AI-Data Center
เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
SCC ขายหุ้น CAP อินโดฯ โบรกฯ ชี้เสริมสภาพคล่อง ดอกเบี้ยลด หนุนอัพไซด์กำไรปี 69-71 เดินหน้ากลยุทธ์ Deleverage ต่อเนื่อง
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us